หน้าแรก ในประเทศ สั่งเฝ้าระวัง...

สั่งเฝ้าระวัง 11-13 ก.พ. ฝุ่น PM 2.5 กลับมาสะสม เหตุลมเปลี่ยนทิศ 59 จว.ประกาศห้ามเผา

10.02.25 | 14:45 น.

บกปภ.ช.สั่งการเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่น 11 – 13 ก.พ.อย่างใกล้ชิด 59 จว.ประกาศห้ามเผา


เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง/เลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) พบว่าในวันนี้สถานการณ์ฝุ่นภาพรวมของประเทศเป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้ คือในช่วงวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ฝุ่นละอองภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ค่ามาตรฐานทุกพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร แต่ยังมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด จำนวน 3 จุด ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ได้แก่ ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และ ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งจากการคาดการณ์คุณภาพอากาศ พบว่าตั้งแต่วันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ฝุ่นละอองจะเริ่มสะสมอีกครั้ง เนื่องจากกระแสลมมีการเปลี่ยนทิศทาง รวมถึงมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางเริ่มลดลง ทำให้สถานการณ์ฝุ่นมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลางฝั่งตะวันออก และภาคตะวันออก

นายภาสกรกล่าวต่อว่า และหลังจากวันที่ 15 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ฝุ่นละอองจะเริ่มคลี่คลายลง เนื่องจากอัตราการระบายอากาศเริ่มดีขึ้นจากการได้รับอิทธิพลจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการติดตามสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) ในประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ มีจำนวนจุดความร้อน 791 จุด อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าห้วงของปีที่แล้ว และหากพิจารณาจุดความร้อนรายจังหวัด พบว่ามี 5 จังหวัดที่มีค่าจุดความร้อนสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา และเพชรบูรณ์ โดยจุดความร้อนที่ตรวจพบเป็นพื้นที่ป่าเป็นหลัก ทั้งในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และมีจุดความร้อนขึ้นในพื้นที่การเกษตร

นายภาสกรกล่าวอีกว่า จากข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศในระยะต่อไปของกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมควบคุมมลพิษมีความสอดคล้องกัน จึงขอให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ที่คาดว่าเป็นช่วงที่มีอัตราการระบายอากาศลดลง ซึ่งอาจทำให้หลายพื้นที่มีค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบสถานการณ์และการเตรียมการป้องกัน รวมถึงลดการทำกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นในห้วงดังกล่าว นอกจากนี้ขอให้จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันข้ามแดน หากมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกต่างๆ ในพื้นที่ ขอให้รายงานให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติรับทราบ เพื่อเป็นข้อมูลในการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาในภาพรวมของประเทศให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

Advertisement

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กล่าวว่า การรณรงค์ “หยุดเผา หยุดฝุ่น เพื่อคุณ เพื่อเรา” จากข้อมูลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ มีจังหวัดที่มีการประกาศห้ามเผาเพิ่มขึ้นรวม 59 จังหวัด โดยทุกพื้นที่มีการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเข้มข้น เข็มแข็ง และต่อเนื่อง โดยอาศัยกลไกท้องถิ่นท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร จิตอาสา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทำงานเชิงรุกเคาะประตูบ้านสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนในการหยุดเผาและหยุดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นควัน ตลอดจนมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด ซึ่งขอให้จังหวัดดำเนินการตามมาตรการอย่างเข้มข้นแบบนี้ต่อเนื่องต่อไป รวมถึงติดตามการดำเนินการและสั่งการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบที่มีต่อสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิด และขอเน้นย้ำให้จังหวัดประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับพื้นที่ที่มีค่าจุดความร้อน (Hotspot) สูง โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดค่าจุดความร้อน และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมเพื่อให้ค่าจุดความร้อนลดลงและเป็นการสกัดกั้นโอกาสในการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าตั้งแต่ต้นทาง

นายสหรัฐกล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่น 6 ข้อ และข้อสั่งการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด รวมถึงเตรียมพร้อมสรรพกำลัง เจ้าหน้าที่ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย สนับสนุนจังหวัด ที่มีสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในการควบคุมสถานการณ์ แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบที่มีต่อประชาชน ซึ่งปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับกองทัพบก (ทบ.) ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย KA-32 ไปประจำการ 2 พื้นที่หลัก คือ จุดที่ 1 ประจำการ ณ ฐานปฏิบัติการกองพลทหารราบที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 ลำ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จุดที่ 2 ณ อุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ จำนวน 1 ลำ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจควบคุมไฟป่าในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี