เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีหอประชุมอำเภอหลังเก่ามีการเก็บสารบีที จำนวนมากที่จัดซื้อเพื่อใช้กำจัดแมลงดำหนาม โดยไม่ได้นำไปแจกจ่ายให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าว เบื้องต้นได้รับรายงานว่า ในปีงบประมาณ 2555 มีการจัดสรรงบประมาณ 32.8 ล้านบาทเพื่อทำการจัดซื้อเพื่อปราบแมลงดำหนาม เฉพาะอำเภอเมืองฯ โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ( ปภ.)มีการประกาศเขตภัยพิบัติ หลังจากสำนักงานเกษตรจังหวัดทำการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย จากนั้นหน่วยงานในสังกัดเกระทรวงมหาดไทยในระดับจังหวัดมีการจัดซื้อสาร บี ที ด้วยวิธีการตกลงราคา ตามระเบียบการประกาศเขตภัยพิบัติของกระทรวงการคลัง จากบริษัท นานาโนไบโอเทค อินดัสตรีจำกัด ตามมติคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับจังหวัด
“ หลังจากบริษัทคู่สัญญานำสินค้ามามอบให้ตามจำนวนที่กำหนดในการจัดซื้อจัดจ้าง มีการตรวจสอบพบว่าสาร บีที ดังกล่าวไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมีเอกสารลงนามโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จึงมีการแจ้งยกเลิกสัญญาไม่จ่ายเงิน 32.8 ล้านบาท แต่น่าแปลกใจที่บริษัทผู้เสียหายไม่ได้นำสินค้ากลับไปตรวจสอบ และต่อมาได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง ล่าสุดศาลปกครองตัดสินให้ทางราชการชนะคดีเนื่องจากดำเนินการถูกตามระเบียบปฎิบัติ ส่วนการทำลายสาร บีที ดังกล่าวที่หมดอายุการใช้งานมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากส่งกลิ่นเหม็น คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 2 ปี เนื่องจากต้องรอคำสั่งศาลปกครองกลางสูงสุด ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายนของกลางทั้งหมดออกจากหอประชุม ” น ายสมพร กล่าว

นายมลศักดิ์ พงศ์สุพัฒน์ เกษตรอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งได้ไม่นาน ยืนยันว่าเกษตรอำเภอไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อ สำหรับการจัดซื้อภายหลังมีการประกาศเขตภัยพิบัติปัจจุบันมีการประกาศยกแล้ว และ มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อสารเคมี ที่มีการวิจัยว่าไม่มีสารตกค้างจากการฉีดพ่นทางใบและการเจาะลำต้น เพื่อทดแทนการใช้สาร บีที ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์จะใช้ได้ผลดีในการปราบแมลงดำหนามเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

