นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการยกระดับจัดตั้งสถาบันนำร่อง 12 แห่งให้เป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสร้างมาตรฐานฝีมือแรงงานและความมั่นใจแก่นักลงทุน โดยมีจุดเน้นแต่ละด้านแตกต่างกันเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ ในการพัฒนากำลังแรงงาน ด้วยการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ให้สอดรับกับสภาพความเป็นจริง และก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคต ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน และนโยบายด้านการพัฒนากำลังแรงงานของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน
เป้าหมายดำเนินการในปี 2560 จำนวน 19,864 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 9,458 คน (ณ วันที่ 20 มีนาคม 2560)
นายธีรพลกล่าวอีกว่า สำหรับจังหวัดที่ดำเนินการไปแล้วครบ 100% คือ อุบลราชธานี เป้าหมายจำนวน 440 คน ดำเนินการจำนวน 579 คน จังหวัดที่ดำเนินการเกินกว่า 50% ได้แก่ สงขลา เป้าหมาย 1,260 คน ดำเนินการแล้ว 829 คน เชียงแสน เป้าหมาย 2,000 คน ดำเนินการแล้ว 1,177 คน และภูเก็ต เป้าหมาย 2,100 คน ดำเนินการแล้ว 1,156 คน อีก 8 จังหวัดมีผลการดำเนินงานอยู่ระหว่าง 25-48% ซึ่งพนักงานที่ได้รับการพัฒนามีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 2% หรือมีรายได้เฉลี่ย 11,971 บาท/คน/เดือน
นายธีรพลกล่าวว่า การพัฒนาทักษะให้กำลังแรงงานในด้านเทคโนโลยีชั้นสูงนั้น กพร.ได้ร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาฝีมือแรงงาน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันไทยเยอรมัน สมาคมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) และส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการจัดฝึกอบรมฝีมือแรงงานให้กับพนักงานในด้านที่รองรับเทคโนโลยีชั้นสูงด้วย โดยมีสถานประกอบการให้ความร่วมมือกว่า 2,000 แห่ง มีพนักงานที่ได้รับการพัฒนาในด้านดังกล่าวแล้วจำนวน 494,385 คน
นายธีรพลกล่าวอีกว่า นอกจากการพัฒนาทักษะกำลังแรงงานในด้านเทคโนโลยีชั้นสูงแล้ว ยังส่งเสริมให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2557 ต้องจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ปัจจุบันดำเนินการแล้วจำนวน 2,341,358 คน จากเป้าหมายปี’60 จำนวน 3,444,950 คน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่รับรองให้สถานประกอบการสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ จำนวน 1,251,204,029.14 บาท ดังนั้น นอกจากสถานประกอบการจะมีแรงงานที่มีทักษะ ความรู้ความสามารถสูงขึ้นแล้ว ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อการมีส่วนร่วมนี้ยังนำไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ 100% พนักงานก็มีโอกาสได้รับอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น หรือได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น

