ศาลแพ่ง ยกเลิกวันนัดสืบพยาน คดีครอบครัว บิลลี่ ฟ้องแพ่งกรมอุทยาน
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานว่า ศาลแพ่งยกเลิกวันนัดสืบพยาน คดีครอบครัว “บิลลี่” ฟ้องแพ่งกรมอุทยานฯ
จากกรณีการนัดสืบพยานโจทก์ในคดีของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นคดีที่ครอบครัวของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ เป็นโจทก์ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นจำเลย ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตามทนายความของครอบครัวบิลลี่ ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ศาลแพ่งว่า การนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ ฝ่ายโจทก์ยังไม่ต้องนำพยานมาสืบ เนื่องจากศาลเห็นว่าอาจต้องรอผลคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญานั้น
ล่าสุด มีรายงานว่า ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพยานผู้เชี่ยวชาญในวันนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี จึงไม่ควรสืบพยานในวันนี้ โดยเห็นว่าจะต้องฟังข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาให้ถึงที่สุดก่อน ศาลจำเป็นต้องเห็นข้อเท็จจริงทางคดีอาญา จึงยกเลิกวันนัดสืบพยาน

อย่างไรก็ตาม ศาลยืนยันว่าจะยังไม่ตัดพยาน เพียงแต่งดการสืบพยานไปก่อน โดยใช้เหตุผลว่าพยานผู้เชี่ยวชาญปากนี้ไม่ใช่ประเด็นข้อสำคัญทางกฎหมาย พร้อมยืนยันว่า สามารถนำพยานปากนี้มาสืบได้อีก แม้ทนายโจทก์จะแถลงยันว่า การสืบพยานผู้เชี่ยวชาญเพียงปากเดียววันนี้ ไม่ได้สร้างความเสียหายใดเลย เป็นการอำนวยความยุติธรรม ให้คำนึงถึงโจทก์ที่เป็นประชาชนผู้เสียหาย อีกทั้งยังทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินสมควรอีก ศาลยอมรับว่าเริ่มแรกไม่ได้คุยกันมาก่อนว่าต้องรอคดีอาญาก่อน และได้แจ้งคู่ความล่าช้า
ทนายโจทก์ที่ 2 แถลงว่า “หากศาลไม่ให้สืบพยานซึ่งเราขอสืบแค่ปากเดียว แต่คดีอื่นกลับทำได้ จะเป็นการลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมาย”
ด้าน พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ แถลงต่อศาลว่า อยากขอความกรุณาจากศาลให้พิจารณาพยานผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศคนเดียว ส่วนหนูกับคนอื่นมาวันหลังได้.
สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่ครอบครัวบิลลี่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นจำเลย ต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลย กระทำละเมิดโดยการอุ้มฆ่าบิลลี่ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
โดยเรียกค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม ค่าเสียหายต่อสิทธิ เสรีภาพและชีวิต ค่าเสียหายต่อจิตใจ ค่าขาดแรงงานในครัวเรือน และค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินต้นกว่า 26 ล้านบาท โดยฝ่ายโจทก์มีพยานที่จะนำเข้าสืบต่อศาลรวม 9 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยมีพยานที่จะนำเข้าสืบต่อศาล 6 ปาก รวมทั้งสิ้น 15 ปาก

