วันที่ 24 มีนาคม ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบคีรีขันธ์รายงานความคืบหน้าภายหลัง พล.อ.สุรวุฒิ ชุติวิทย์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รอง กอ.รมน.) เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขการก่อสร้างอาคาร 40 หลัง ริมถนนนเรศดำริห์ บุกรุกชายหาดหัวหิน ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม เขตเทศบาลเมืองหัวหิน ที่ห้องประชุมนเรศดำริห์ ชั้น 3 สำนักงานเทศบาลเมืองหัวหิน โดยมีนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยพิจารณาปัญหากรณีศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดกับผู้บุกรุกชายหาด ตั้งแต่ปี 2557 แต่ขณะนี้ยังไม่มีการรื้อถอนอาคารและไม่ไปชำระค่าปรับที่ศาล นิติกรเทศบาลหัวหินชี้แจงว่ามีหนังสือขอให้อัยการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ดำเนินการออกหมายบังคับคดีเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการบังคับคดี
โดยรายงานว่า พนักงานอัยการ จ.ประจวบคีรีขันธ์มีหมายถึงเจ้าพนักงานบังคับคดี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.3702/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 2822-9/2549 มีนายนันทพล เถาลิโป้ จำเลยที่ 1 นายมานิตย์ เถาลิโป้ จำเลยที่ 2 นางเก็บ เกิดมูล จำเลยที่ 3 น.ส.ศิริรักษ์ ปั่มแม่นปืน จำเลยที่ 5 นายจำรัส หรือจรัล แจ้งสามสี จำเลยที่ 6 นางกมลทิพย์ สิริเพชรเกษม จำเลยที่ 7 นางพิมพ์ใจ พงษ์ไพบูลย์ จำเลยที่ 8 นายจงศักดิ์ ปิยะวัฒนกุล จำเลยที่ 9 ศาลพิพากษาให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท ปรับจำเลยที่ 8 เป็นเงิน 3,000 บาท และปรับรายวัน วันละ 500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจำเลยที่ 8 ยินยอมให้รื้อถอนอาคาร ค่าปรับจำเลยที่ 8 ถึงวันฟ้อง 565,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 8 เป็นเงิน 568,500 บาท คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 ดังนั้นจึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือทำการอื่นโดยอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย
นอกจากนั้น ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.3571/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 3081/2549 ดำเนินการออกหมายบังคับคดีให้ดำเนินการรื้อถอนอาคาร ประกอบด้วยนางวิไล หรืออรวิภา มหาพัฒนไชย หรือพงษ์ไพบูลย์ จำเลยที่ 1 นายนันทพล เถาลิโป้ จำเลยที่ 2 นายเมธา บุญนิธิ จำเลยที่ 3 นางอังคณา บุญนิธิ จำเลยที่ 4 นายพรหมิน บุญนิธิ จำเลยที่ 5 นายเศรษฐชัย บุญนิธิ จำเลยที่ 6 นางกมลศรี บุญนิธิ จำเลยที่ 7 นางเฉลียว หรือเฉลียง พันธ์สัมฤทธ์ หรือสีดอกบวบ จำเลยที่ 9 นายตุ๊ก หรือลับ ทองเสมาพันธ์ จำเลยที่ 11 ภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 และที่ 9 ที่ 11 คนละ 6,000 บาท ให้กับรายวันอีกวันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ฝ่าฝืนถึงวันฟ้อง รวมปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 จำนวน 885 วัน เป็นเงินรายละ 885,000 บาท ปรับจำเลยที่ 9 เป็นเวลา 909 วัน เป็นเงิน 909,000 บาท ปรับจำเลยที่ 10 เป็นเวลา 1,133 วัน เป็นเงิน 1,133,000 บาท ปรับจำเลยที่ 11 เป็นเวลา 1,285 วัน เป็นเงิน 1,285,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 รายละ 891,000 บาท
ปรับจำเลยที่ 9 เป็นเงิน 915,000 บาท ปรับจำเลยที่ 11 เป็นเงิน 1,291,000 บาท กับปรับรายวันจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 อีกวันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 จะรื้อถอนอาคารออกจากที่ดิน ลดโทษให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 และที่ 9 ถึงที่ 11 คนละกึ่งหนึ่งตาม ป.อาญามาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นเงินคนละ 445,000 บาท ปรับจำเลยที่ 9 เป็นเงิน 457,000 บาท ปรับจำเลยที่ 11 เป็นเงิน 645,000 บาท จนกว่าจะรื้ออาคาร
ด้านที่ประชุมมีการรายงานข้อมูลผู้เข้าครอบครองอาคารรายใหม่ และผู้ครอบครองรายเดิม ซึ่งไม่ถูกดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ เทศบาลได้แจ้งความให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ครอบครองอาคาร 19 หลัง รวม 19 คดี นอกจากนั้นอาคารที่รุกชายหาดทั้งหมด 40 หลัง เทศบาลได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 ออกคำสั่งห้ามใช้อาคารและมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร โดยปิดประกาศคำสั่งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 แต่ปรากฏว่ามีผู้อุทธรณ์คำสั่งถึงคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ระดับจังหวัดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร จำนวน 32 หลัง ไม่อุทธรณ์จำนวน 8 หลัง รื้อถอนแล้วจำนวน 2 หลัง และไม่ได้รื้อถอนจำนวน 6 หลัง
ทั้งนี้ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางกับอาคารที่ไม่มีการยื่นอุทธรณ์กับเทศบาล และการดำเนินคดีกับเจ้าของอาคารที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ประธานในที่ประชุมได้เร่งรัดให้ผู้เกี่ยวข้องแต่งตั้งคณะกรรมการรื้อถอนภายในเดือนมีนาคมนี้ และกำหนอดกรอบเวลาในการรื้อถอนกลางเดือนเมษายนนี้

