หน้าแรก ในประเทศ ไทย-พม่าร่วมท...

ไทย-พม่าร่วมทำแนวกันไฟ 17 กม. ท่ามกลางหมอกควันปกคลุมทั่วฟ้า

24.03.17 | 17:45 น.
วันที่ 24 มีนาคม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 บูรณาการร่วมกับ ส่วนราชการในพื้นที่ อ.แม่สาย อ.แม่ฟ้าหลวงและราษฎรของประเทศไทย-เมียนมา ร่วมกันจัดทำแนวกันไฟสองแผ่นดิน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อถวายความอาลัย ร่วมรำลึกถึงและถวายเป็นพระราชกุศลฯตลอดจนเพื่อสร้างความสามัคคี และส่งเสริมการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการหน่วยงานทุกภาคส่วนและประชาชน ทุกหมู่เหล่า และเป็นการพัฒนาสัมพันธ์ สร้างความร่วมมืออันดีต่อกันกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยได้ร่วมกันทำแนวกันไฟบริเวณเส้นทาง หมายเลข 1149 เริ่มตั้งแต่ บ้านจะลอ ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง ไปจนถึงทางแยกเข้า พระมหาเจดีย์ชนะศึก บ้านห้วยน้ำริน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง ประมาณ 17 กิโลเมตร มีพลตรี ผดุง  ยิ่งไพบูลย์สุข รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธาน มีส่วนราชการ จำนวน 40 หน่วยงาน หมู่บ้านฝั่งไทย จำนวน 8 หมู่บ้าน หมู่บ้านฝั่งสหภาพเมียนมา จำนวน 5 หมู่บ้าน เข้ากิจกรรม
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพท้องฟ้าบริเวณชายแดนไทย-ลาว ด้านอ.เชียงแสน พบว่าสภาพอากาศเริ่มปิดโดยเห็นมีกลุ่มหมอกควันปกคลุมอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณตอนบนของแม่น้ำโขงและฝั่งเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว แต่ยังไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในแม่น้ำโขงแต่อย่างใด เนื่องจากทัศนวิสัยในการมองเห็นยังเกินกว่า 1 กิโลเมตร โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่ในประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีการเผาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพื้นที่ป่าในจังหวัดเชียงรายก็เกิดขึ้นหลายจุด ทั้งที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุและการเผาโดยประมาทรู้เท่าไม่ถึงการณ์ซึ่งล่าสุดพื้นที่อำเภอเชียงแสนมีการจับกุมผู้เผาส่งดำเนินคดีจำนวน 1 ราย
อย่างไรก็ตามจากการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กต่ำกว่า 10 ไมครอน ในอากาศของสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ พบว่าจุดวัดในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงรายวัดได้ 112 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  จุดวัดในพื้นที่อำเภอแม่สาย วัดได้ 155 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ล่าสุดนายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มีคำสั่งด่วนไปทั้ง 18 อำเภอให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและตามประกาศของจังหวัดที่ห้ามเผาโดยเด็ดขาดระหว่างวันที่ 17  กุมภาพันธ์ถึง 17 เมษายน 2560 อย่างเคร่งครัดเนื่องจากสถานการณ์หมอกคัวนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกเนื่องจากประชาชนเริ่มไม่ปฎิบัติตามกฎมีการลักลอบเผาอย่างน้อย 5-6 อำเภอส่งผลให้ป่าเสียหายไปหลายพันไร่และบ้านเรือนของาษฎรถูกไฟลามไหม้เสียหายไปแล้วกว่า 10 หลังคาเรือน