วันที่ 25 มีนาคม 2560 ที่ห้องประชุมกระจก ชั้น 1 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) นักศึกษา มช. ร่วมกับศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และพัฒนา มช. จัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ตัวตน อยู่หนใด? แล้วใคร ไร้ตัวตน” มีนางพัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นายชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มช. นางศรัญญา กาตะโล เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย โดยมีนายนลธวัช มะชัย นักศึกษา มช. เป็นผู้ดำเนินรายการ มีนายเบน โรเบิร์ต สวัสดิวัฒน์ กงสุลกิตติมศักดิ์อังกฤษประจำจังหวัดเชียงใหม่ นักวิชาการ อาจารย์ นักศึกษา และชนเผ่าชาติพันธุ์ เข้าร่วมกว่า 100 คน
โดยการจัดเสวนาดังกล่าว ตั้งประเด็นถก 3 หัวข้อ คือ ตัวตนในสื่อ ตัวตนในอุดมคติตัวตนในตัวตน โดยมีแรงบันดาลใจจากเพลง “จงภูมิใจ” ของนายชัยภูมิ ป่าแส ที่เป็นเยาวชนต้นกล้าชาวลาหู่ พร้อมจัดนิทรรศการ ผลงาาน และประวัตินายชัยภูมิ โดยมีข้อความบางส่วนว่า “จากเพื่อนถึงเพื่อน เราจะสานนายต่อ เราจะขอคืนความยุติธรรม” พร้อมแสดงดนตรีโฟคซอง บริเวณลานกลางแจ้ง ก่อนเริ่มการเสวนาดังกล่าว

นางพันธ์ธีรา กล่าวว่า เวทีดังกล่าวเป็นการเสวนาวิชาการ ไม่ใช่เรื่องคดีความ โดยเน้นการสื่อสารของสังคม กับคนชาติพันธุ์ ที่สะท้อนกลับมาเป็นเช่นไร และท่าทีของรัฐบาล สุดท้ายนำไปสู่การตีความ หรือมองว่าเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ กำลังทำอะไรบางอย่าง ที่มันผิดกฏหมาย โดยใช้วิธีตัดสินและความรุนแรงถึงตาย แต่ไม่ได้พูดคุยถึงรูปคดี แต่มาคุยถึงกระบวนการคิดของสังคม และการต่อรองของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นมุมของวิชาการ และเป็นการริเริ่มของเด็กรุ่นใหม่ เป็นอะไรที่น่าสนับสนุนมาก เพราะอนาคตของสังคมต้องฝากไว้กับเด็กรุ่นนี้ เพื่อทำสิ่งที่สร้างสรรค์ สี่งดี ๆต่อสังคมและประเทศ ต้องมีกิจกรรมและพื้นที่แสดงออกของเยาวชน หากเริ่มต้นดี อนาคตประเทศย่อมดีตาม รุ่นลูกรุ่นหลานย่อมอยู่ในสังคมที่ดี
“ได้ทำงานกลุ่มชาติพันธุ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และชนกลุ่มน้อย อาทิ กลุ่มมาลายูมุสลิม บางส่วนยังไม่มีสัญชาติหรือคลุมเครืออยู่ แม้ได้รับสัญชาติ แต่ไม่ได้รับการยอมรับเป็นพลเมืองไทยแบบเต็มขั้น ยังมีอคติ ที่มองว่าไม่ใช่คนไทย ซี่งชายแดนใต้ มีเด็กชาติพันธุ์ ทั้งมุสลิม คะฉิ่ง ลาหู่ ที่ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เหมือนเด็กกรุงเทพฯ ที่ทำอะไรก็ได้ ความน่าสนใจของเด็กชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ มองว่า ยังไม่มีสัญชาติพอสมควร ไม่ใช่เฉพาะภาคเหนือ ที่ประจวบคีรีขันธ์ ยังมีคนไทยพลัดถิ่น ที่เป็นคนไทย ไปอยู่พม่า พอกลับมาก็ไม่ได้สัญชาติ กลายเป็นพลเมืองหมายเลข 0 ซึ่งศักดิ์ศรี การยอมรับในสังคม โดยทางการไม่ได้เต็มที่ แม้ถือบัตรประชาชน ก็ถูกอคติ ถูกมองในเชิงลบมาก” นางพันธ์ธีรา กล่าว

นางพันธ์ธีรา กล่าวอีกว่า อยากเรียกร้องรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และสังคมไทย ถ้ามองแง่สิทธิมนุษยชน ทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิในการเป็นพลเมืองของโลก ไม่เฉพาะประเทศหนึ่งประเทศใดเท่านั้น ท่าทีที่มองกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่ามีบัตรหรือไม่มีบัตรประชาชน ควรมองและปฏิบัติต่อเขาในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทุกคนรักตัวกลัวตาย อยากให้มองสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ก่อน ส่วนกระบวนการที่ได้มาซึ่งบัตร ถือสัญชาติ เป็นพลเมืองอยากให้เป็นกระบวนการที่มึความโปร่งใส แต่ไม่สนับสนุนรัฐบาลใช้มาตรา 44 ไม่เอาแบบนั้น ขอกระบวนการโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ความเป็นธรรม ในฐานะเป็นผู้ด้อยโอกาส หลายคนต้องสู้มา 60-70 ปี หรือร้อยปี ก็ยังไม่ได้สัญชาติ เสียเงินเสียทอง เดินทางข้ามเขต ก็ยังถูกกระทำอย่างหลาย อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีความเป็นมนุษย์ อยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือเข้าใจความรู้สึกคนเหล่านี้บ้าง ควรมีสิทธิและพื้นฐานด้านการเท่าเทียม เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ตามหลักสากล
“สังคมจะอยู่ไม่ได้ หากปล่อยความเป็นธรรม เหลื่อมล้ำกันมาก ถ้ายังไม่มองคนเป็นคนเหมือนกัน หรือตัดสินด้วยวิธีการฆ่าตัวตนคน เป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุด ในความเป็นมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราทุกคนมีสิทธิในการฆ่า แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลก ไม่ได้ใช้วิธีนี้ควรเลือกใช้วิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ ไม่ใช่การฆ่าในการตัดสินใคร อยากให้มีการเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในฐานะที่เป็นคน” นางพันธ์ธีรา กล่าว

นางพันธ์ธีรา กล่าวเพิ่มด้วยว่า การเรียกร้องไม่ใช่เฉพาะกรณีนายชัยภูมิ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม สังคมนี้ควรเรียกร้องด้วยเหตุและผล ไม่ควรใช้ความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น ในการตัดสิน ต่อให้ใช้เหตุผลในการเป็นมนุษย์ ถ้าเปิดพจนานุกรม ต้องรู้ว่า มนุษย์ คืออะไร ต่างจากสัตว์ตรงไหน มันต่างที่เรามีการใช้เหตุผล ถ้าเชื่อว่าเป็นมนุษย์เหมือนกัน ต้องเชื่อว่ามีเหตุผลทีฟังกันได้ ใช้วิธีนี้ดีกว่า เราอยากเห็นสังคมที่ไม่ฆ่า มันมีอยู่จริง ไม่ใช่โลกสวย หากมีการวิสามัญ ควรใช้หลักสากล ถ้าเป็นเด็ก ไม่มีอาวุธ ใช้อย่างอื่นได้ไหม ต่างประเทศ ก็ไม่ได้ยิงถึงตายทีเดียว สามารถยิงขาแข็งให้ล้มลงได้ มีวิธีจัดการมากมาย มีเจ้าหน้าที่รัฐ มีหลักฐานควรเปิดเผยหลักฐานทั้งหมด เพื่อให้กระบวนการค้นหาความจริง ต้องฟังทุกภาคส่วน ไม่ใช่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง ไม่เช่นนั้น จะได้ความจริงแบบเอียง ๆ
“เป็นห่วงสังคมไทย เรื่องการปกป้องคุ้มครองพยาน เรามีประสบการณ์ใช้ความรุนแรงมาเสียจนไม่อยากพูดถึง เวลาสอนหนังสือ ก็นำเอกสารหลักฐาน คลิปวิดีโอ มาเปิดให้ดูข้อเท็จจริง เพื่อเรียนรู้กระบวนการค้นหาความจริง ภาพลักษณ์ที่สงบเรียบร้อยข้างหน้าสุดท้ายผู้เรียนเห็นว่า ใต้พื้นดินมีความรุนแรงเต็มไปหมด ย้อนไปดูประวัติศาสตร์โลกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สะท้อนให้เห็นว่าบทเรียนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ทำไมไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” นางพันธ์ธีรา กล่าวอีก

เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นการป้องกันตัว เพราะเคยสูญเสียในการปะทะในพื้นที่ นางพันธ์ธีรา กล่าวว่า เคยทำงาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกัน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นข้าราชการ อาสาทำหน้าที่ ถามว่า ถ้าถูกยิงตาย ครอบครัวสูญเสีย แต่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเรา ซึ่งเราอาสาที่จะทำต้องยอมรับสภาพ ว่ามีความเสี่ยง แต่มีอำนาจบางอย่างที่ที่เปิดให้ไปทำงานในพื้นที่ได้ มันชดเชยในตัวมันเอง มันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐควรทำหน้าที่ สมกับเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแท้จริง มีหน้าที่ดูแลปกป้องประชาชน ถ้าปกป้องแต่ตัวเองอย่างเดียว เป็นเจ้าหน้าที่รัฐทำไม ไปเป็นอย่างอื่นดีกว่า

