ก่อนหมดหน้าหนาว ราวปลายเดือนมกราคม ของเกือบทุกปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคำเตือน “ปรากฏการณ์ภัยแล้ง” อยู่เสมอ กระทั่งเข้าสู่เดือนมีนาคม หลายพื้นที่มีการประกาศภาวะภัยแล้งเต็มรูปแบบ โดยสรุปก็คือ เกือบทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทยถูกกระทรวงมหาดไทยประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง ซึ่งหมายความว่า พื้นที่ใดถูกประกาศให้เข้าข่ายภัยพิบัติดังกล่าว พื้นที่นั้นจะได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการเข้าไปช่วยเหลือทันที
การช่วยเหลือส่วนใหญ่ จะทำกันในรูปแบบมีรถน้ำ นำน้ำไปแจกจ่ายตามบ้าน ตามหมู่บ้านต่างๆปีนี้ก็ไม่ต่างจากปีก่อนๆ หลายพื้นที่ก็ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งอย่างเคย บางพื้นที่หนักกว่า จากภัยแล้งธรรมดา เป็นแล้งซ้ำซาก ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลจะต้องมีเม็ดเงินเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว หลายจังหวัดมีภาพปรากฏ น้ำในแม่น้ำแห้งขอด
น้ำไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก
เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมาตรงกับวันน้ำโลก กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดงานสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภายใต้แนวความคิด “ศาสตร์พระราชากับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน”
ภายในงาน นอกจากมีนิทรรศการการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ทุกคนได้ชื่นชมในพระอัจฉริยภาพ เรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำของพระองค์ท่านแล้ว มีหัวข้อการสัมมนา “ทางรอดวิกฤตน้ำของประเทศไทย” ซึ่งพอจะเป็นแนวทางให้คลี่คลายกับข้อสงสัยที่ว่า ความจริงแล้วประเทศไทยเรา ประสบปัญหาภัยแล้ง หรือว่าภัยแล้งซ้ำซากจริงหรือไม่ ?? อีกด้วย
ข้อมูลน้ำในเขื่อนของกรมชลประทาน ระบุว่า ปีนี้น้ำทุกเขื่อน ที่มีอยู่ในประเทศไทยรวมกัน มากกว่าปริมาณน้ำทุกเขื่อนรวมกันของปี 2559 ถึง 2 เท่าตัว หรือประมาณ 59% และ เวลานี้มีเขื่อนที่มีน้ำต่ำกว่า 30% แค่ 3 เขื่อนเท่านั้น คือ เขื่อนแม่กวง 26% จ.เชียงใหม่ เขื่อนลำตะคอง 28% และเขื่อนคลองสียัด ที่ จ.ฉะเชิงเทรา 29% ขณะที่เมื่อปี 2559 นั้นเขื่อนที่น้ำมีไม่ถึง 30% มีมากถึง 13 เขื่อนเลยทีเดียว
ใครที่ออกมาบอกว่า ปีนี้ประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งหนักกว่าปีที่แล้วจึงไม่น่าจะฟังขึ้น
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) บอกว่า คนไทยบางกลุ่มกำลังยัดเยียดคำว่าภัยแล้งให้ตัวเอง ทั้งๆ ที่คำว่า แล้ง หรือร้อนนั้น เป็นแค่ฤดูกาล ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
“อย่ามองสถานการณ์แล้งว่ามันเป็นภัยอยู่ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งฤดูหนาว หรือฤดูฝนก็ตาม เพราะมันคือแต่ละช่วงเวลาที่เราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เท่านั้น ฤดูแล้งมีน้ำใช้น้อยกว่าฤดูฝน เราก็ต้องใช้น้ำน้อยๆ มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น รวมไปถึงการปลูกพืช ซึ่งต้องเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย การปรับตัวที่สำคัญอีกอย่างคือ พื้นที่ไหนที่ก่อนหน้านี้เคยประสบปัญหาแล้งจนน้ำไม่พอใช้ ก็ต้องหาทางป้องกันแก้ไข เช่น การสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง รู้ถึงศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร วางแผนจัดการน้ำให้เข้ากับศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเองให้ได้ จัดการให้เหมาะสม เราก็จะมีแต่ฤดูแล้ง แต่จะไม่มีภัยแล้ง” หาญณรงค์กล่าว
เช่นเดียวกับปรากฏการณ์น้ำท่วม หรือน้ำหลาก ที่บางหน่วยงานมักจะไปตีความว่า พื้นที่ที่มีน้ำหลาก หรือน้ำท่วมแค่ 1-2 ชั่วโมง คือ ภัยพิบัติ ซึ่งหากตั้งโจทย์แบบนี้ทุกพื้นที่ก็จะมีแต่ภัยพิบัติ ภัยแล้งไม่รู้จักจบ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่เข้าใจกันว่าทรัพยากรในพื้นที่ตัวเองมีศักยภาพเท่าไหร่ บริหารจัดการทรัพยากรไม่ได้ทุกฤดูกาลจึงมีปัญหาหมด นำไปสู่การใช้งบประมาณด้วยความตกใจ
ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการบอกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำจริงๆ และไม่มีความจำเป็นต้องเอารถน้ำเข้าไปแจกน้ำอย่างที่ต้องทำกันหลายพื้นที่เวลานี้ แต่อยากให้มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ไม่ได้เรียกว่าภัยแล้ง แต่เป็นการขาดน้ำแค่บางจุดเท่านั้น ซึ่งการขาดน้ำในลักษณะดังกล่าวนี้สามารถใช้กลไกการจัดการเข้าไปแก้ไขได้ ซึ่งกลไกที่จะเข้าไปแก้ไขจัดการน้ำก็ต้องทำอย่างสมดุล ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ประชาชนในพื้นที่เองก็ต้องติดตามข้อมูลลุ่มน้ำในพื้นที่ตัวเองด้วยว่ามีศักยภาพแค่ไหน ต้องดูแลลุ่มน้ำในพื้นที่ตัวเอง พัฒนาศักยภาพลุ่มน้ำเพื่อให้พร้อมรับกับฤดูกาลอยู่เสมอ
ผศ.วสันต์ จอมภักดี อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า หากพูดถึงสถานการณ์ในภาคเหนือ เมื่อเทียบด้วยสายตาระหว่างปีนี้กับปีที่แล้ว วัดจากปริมาณน้ำกักเก็บ พบว่า ปีนี้มีปริมาณน้ำที่มากกว่าปีที่แล้ว 1 เท่า ปีที่แล้วเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดสำหรับภาคเหนือ เช่นแม่น้ำสายหลักที่มีการทะเลาะแย่งชิงน้ำกันระหว่างคนใช้น้ำสองฝั่งแม่น้ำ มีการขุดพื้นที่ที่เป็นเกาะทรายเพื่อที่จะเอาน้ำไปใช้จนก่อให้เกิดการแย่งชิงน้ำ
“ถึงแม้ว่าปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ถ้าเราไม่มีความพร้อมไม่เตรียมการที่ดีในทุกๆ ด้าน วิกฤตการณ์ก็จะกลับมาอีก จะเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม หรืออาจจะยิ่งลำบากไปกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก็เป็นปัญหาระดับโลก ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอาจจะก่อให้เกิดน้ำแล้งหรือน้ำท่วมในบางฤดูกาล ฉะนั้นผมว่าเราต้องคิดและหาทางออกร่วมกัน อีกทั้งปัญหาหมอกควันพบว่าปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกัน ถ้ามีการเผาพื้นที่ป่าต้นน้ำ ไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ จะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดภัยแล้ง เมื่อถึงฤดูฝนก็ทำให้น้ำป่าไหลหลาก และวิกฤตภัยแล้งก็นำมาซึ่งแหล่งน้ำตามธรรมชาติน้อยลงและก่อให้เกิดน้ำเน่าเสีย” ผศ.วสันต์กล่าว
นายสุรจิต ชิรเวทย์ อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม และผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ กล่าวว่า น้ำมี 4 มิติ คือ น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และขนส่งทางน้ำ ซึ่งที่จริงแล้วก็วิกฤตทุกมิติ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 42 หน่วยงาน 10 กระทรวง พระราชบัญญัติ 37 ฉบับ ฉะนั้นแต่ละหน่วยงานเข้ามาทำภารกิจแล้ว ไม่ค่อยจะเกิดความสมดุล อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีน้ำที่พอใช้ได้ 49% น้ำเสีย 22% และมีน้ำดี 20% แต่จะต้องแก้ไขและจัดการน้ำเยอะมาก
นายเกื้อศักดิ์ ทาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนงานและโครงการกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำโดยเฉลี่ยทั้งประเทศแต่ละปี 8 แสนล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่มีแหล่งน้ำที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้มีเพียง 7 หมื่นกว่าล้าน ลบ.ม.เท่านั้นเอง ปริมาณน้ำที่น้อยนิด ถูกถาโถมเข้ามาด้วยหลายปัจจัย เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากร ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำมากเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชาชน ทั้งในการอุปโภค บริโภค หรือแม้แต่การใช้น้ำในการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตรหรืออุตสาหกรรม ซึ่งมันก็มีแนวโน้วที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น กรมชลประทานได้คาดการณ์ไว้ว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า ปริมาณน้ำที่ขาดแคลนน่าจะอยู่ 45,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะต้องหาทางบริหารจัดการกันไป
บริหารจัดการที่เหมาะสมและสมดุล จะทำให้เราห่างไกลคำว่าภัยแล้งได้
ประเด็นก็คือว่า วิธีการจัดการของเราทุกวันนี้ เหมาะสมแล้วหรือยัง


