‘ลูกหาบ’ ค้าน สร้างกระเช้าภูกระดึง หวั่นกระทบอาชีพ หอการค้าฯ หนุนขอบคุณรัฐบาล

26.02.16 | 15:55 น.

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ รับทราบผลการรายงานขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เสนอถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย โดยอ้างความคุ้มทุนและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเสนอจุดสร้างกระเช้าไฟฟ้าจำนวน 5 แห่ง กระทั่ง ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 633 ล้านบาท ไปดำเนินการนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายธีระศักดิ์ ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ประธานหอการค้า จ.เลย กล่าวว่า ทางภาคเอกชนโดยเฉพาะหอการค้าเลยได้พยายามผลักดันเรื่องมาโดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีแล้วทั้งภาคเอกชน ส่วนราชการ ทั้งทางอุทยานฯเองก็มีความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในการขึ้นไปบนยอดภูกระดึงในช่วงประมาณ ปี2524 ได้มีการดำเนินการว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ทำการศึกษาความเป็นไปได้ซึ่งเป็นการเริ่มต้นโดยอุทยานฯเอง ทางหอการค้าก็ช่วยติดตามผลักดันมาโดยตลอด

ล่าสุดมีการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2525 ซึ่งมติ ครม.ขณะนั้น มอบให้ อพท.ไปทำการศึกษา ทาง อพท.จึงได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการศึกษาด้วยงบประมาณ 23 ล้าน ในปี 2557 และการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าฯขึ้นภูกระดึง เสร็จแล้ว ซึ่ง อพท.ได้ส่งผลการศึกษาไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ผลการศึกษาดังกล่าว ครม.ชุดนี้ได้หยิบยกขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ก.พ.59 โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ซึ่งครม.เห็นชอบให้ไปศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เมื่อการศึกษาเสร็จก็จะมีการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงโดยใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี

นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ที่นำเรื่องเข้าพิจารณาและเห็นชอบ ขอขอบคุณแทนผู้สูงวัย ผู้พิการ และผู้ขาดโอกาส เป็นการที่คนกลุ่มนี้จะได้มีโอกาสได้ขึ้นไปดูไปเห็น ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่องของความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียมทางสังคม สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อสภาพัฒน์ได้ผ่านการพิจารณาแล้ว ถึงความคุ้มค่า ความสูญเสีย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่กระทบแต่มันคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะชาวภูกระดึงเองจะได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้แน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้รับประโยชน์เลย

นายธีระศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ทางหอการค้านั้นจะมองในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ตนเชื่อว่าคนในชุมชนรอบภูกระดึงเขาต้องหวงแหนภูกระดึงเขาจะรักษาดูแลสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งผลการวิเคราะห์ที่จังหวัดเลยมีรายได้จากการท่องเที่ยวที่ผ่านมานั้นประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท หากมีการสร้างเสร็จ จะทำรายได้จากการท่องเที่ยวถึงหมื่นล้านบาท 

Advertisement

ด้านนายวิทยา เตรียมสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมเลย กล่าวว่า เห็นด้วยครับ ในทางด้านเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้จังหวัดเลย มีการเจริญเติบโตในทางท่องเที่ยวของจังหวัดด้วยคนที่มาเที่ยวเลยต่อไปจะได้รู้จักจังหวัดในทุกอำเภอของเลยมาเลย 3 วันเที่ยวได้ทุกอำเภอ มาภูกระดึงก็ต่อไปนอนเชียงคานได้ไปเที่ยว อ.ภูเรือ ต่อไป อ.ด่านช้าย นาแห้วเดินทางไปทางเพชรบูรณ์ได้อีก ส่วนเครื่องบินก็สามารถมาได้จะลงเมืองเลย หรืออุดร ขอนแก่นก็ได้ เห็นใหมว่ามีการเชื่อมโยงกันได้หมดเลยไม่เฉพาะเมืองเลยเท่านั้น ทุกจังหวัดได้รับอานิสงค์ร่วมกันหมด ส่วนด้านความเสมอภาคของบุคคลในประเทศก็สามารถมาได้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนแก่/เด็ก/คนพิการก็ขึ้นได้ แต่อย่างไรก็เรื่องสิทธิมนุษยชนความเท่าเทียมกันของคนภายในประเทศ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นเฉพาะกลุ่มคนที่แข็งแรงที่มีสิทธิเดินขึ้นไปดูความสวยงามของประเทศตัวเองได้เท่านั้น กลุ่มคนพิเศษที่มีกำลังทรัพย์ก็มีเยอะที่สามารถสร้างฐานเพิ่มรายได้ให้เศรษฐกิจก็มีมากมาย เราควรมองคนกลุ่มนี้ดึงคนกลุ่มนี้มาลงทุนหรือมาช่วยพัฒนาจังหวัดเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศตามสมควรได้ด้วย

ขณะที่นายประดุง หอมคำ และนายวรสิทธิ์ เจริญสวัสดิ์ ตัวแทนลูกหาบภูกระดึง กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่อยากให้สร้างเพราะความเป็นเอกลักษณ์ ของภูกระดึงจะหมดไป อนาคตของลูกหาบจะตายและหมดลงไปทันที เมื่อมีกระเช้า นักท่องเที่ยวก็จะต้องไปใช้บริการของกระเช้าอย่างแน่นอน ในเมื่อกระเช้าเดินทางเพียง 30 นาที แต่ลูกหาบต้องหาบไปกว่า 4-5 ชั่วโมง ลูกหาบนั้นจะไปอยู่ตรงไหนของกระเช้าภูกระดึง หากไปทำงานกับกระเช้าเขาจะไปอยู่ส่วนไหน อนาคตเพียงสั้นๆ จากนั้นเขาก็ไม่ต้องการลูกหาบแล้ว

นายประดุง กล่าวต่ออีกว่า หากมีการสร้างกระเช้าจริงก็ไปขัดเขาไม่ได้หรอกเพราะลูกหาบมีเพียง 300 กว่าคน คนส่วนน้อยและหากสร้างจริงก็อยากจะนึกถึงพวกเราและมีโอกาส ขอค่าชดเชยในการสูญเสียอาชีพของบรรพบุรุษ ที่ทำมาให้พวกเราด้วย