ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 146 ประชาชนที่มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด ทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ต่างแต่งชุดดำเรียบร้อย เดินทางมาต่อแถวเพื่อเข้ากราบสักการะอย่างเป็นระเบียบตลอดทั้งวัน
นายยุทธชัย เงินหล้า ชนเผ่ากะเหรี่ยง ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ผู้ประสานงานเยาวชนคาทอลิกสังฆมณฑลเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้เดินทางมาพร้อมกับบาทหลวงบุญเลิศ สร้างกุศลในพระสุธาอุปพระสังฆราชคาทอลิกสังฆมณฑลเชียงใหม่ และตัวแทนชนเผ่ากะเหรี่ยง จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน รวม 42 คน เพื่อมาถวายความอาลัยต่อพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ผ่านมาพระองค์ได้ให้ความช่วยเหลือชนเผ่าต่างๆ มากมาย ทำให้พวกเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และรู้สึกประทับใจที่พระองค์เสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมชนเผ่าบนดอยห้วยตอง จ.เชียงใหม่ ถึงแม้เส้นทางจะยากลำบาก และยังทรงพัฒนาพื้นที่โครงการหลวง ทรงให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น ช่วยเหลือคนป่วยให้ได้รับการรักษา และคนที่ไม่มีอาชีพก็มีอาชีพ เพราะหลังจากปลูกข้าวเสร็จก็ไม่มีงานทำ ก็เข้าไปทำงานในโครงการหลวงทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว
“ตนได้ยึดพ่อหลวงเป็นแบบอย่างในการแสดงความมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือผู้อื่น หลายเรื่องที่ทำเพราะผมได้แรงบันดาลใจจากพ่อหลวง และอยากทำดีเพื่อพ่อหลวง” นายยุทธชัยกล่าว
นายกฤติเดช สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ได้พาคณะครูและนักเรียน ชั้น ป.4-6 รวม 32 คน ออกเดินทางจาก จ.อุบลราชธานี ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 27 มีนาคม มาถึงท้องสนามหลวงเพื่อต่อแถวตั้งแต่ 04.00 น. และได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพ ราว 07.30 น. ถือเป็นมงคลของชีวิตของครูและนักเรียนทุกคนและทุกคนมีความปลื้มปีติมาก หลังจากนี้จะเดินทางไปทัศนศึกษาต่อที่โครงการชั่งหัวมัน ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งในหลายพันโครงการตามพระราชดำริของพระองค์ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติในชีวิตจริง
“ทางโรงเรียนมีกิจกรรมทัศนศึกษาทุกปี แต่ปีนี้ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทุกคนต่างตั้งใจที่จะมากราบพระบรมศพก่อน ประทับใจในทุกๆ อย่างที่พระองค์ทรงทำเพื่อพัฒนาประเทศชาติและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยให้ดีขึ้น พระองค์ทรงเสียสละทั้งเวลาและเสด็จฯไปยังถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศเพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน ในฐานะครูก็ได้ยึดพระองค์เป็นตัวอย่างในการเสียสละและทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพระองค์ทรงเป็นครูในทุกๆ ศาสตร์ของคนไทยทุกคน” นายกฤติเดชกล่าว
นายกฤติเดชกล่าวด้วยว่า ได้น้อมนำหลักความเพียรตามแบบอย่างพระองค์มายึดปฏิบัติ เพราะการเป็นครูต้องอาศัยความเพียรในการเรียนรู้ และต้องมีความเพียรเพื่อถ่ายทอดความรู้ที่มีให้กับนักเรียนทุกคน


นางสมสมัย สุวรรณคำ อายุ 65 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ เดินทางพร้อมชมรมผู้สูงอายุ รวม 30 คน โดยได้รวบรวมเงินเหมารถตู้ 2 คัน ออกมาตั้งแต่เวลา 20.00 น. และได้แวะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่วัดปทุมคงคา ก่อนจะมาต่อแถวกราบสักการะพระบรมศพ ซึ่งครั้งนี้เป็นการมากราบพระบรมศพครั้งแรกของตน รู้สึกตื้นตันที่มีโอกาสได้มาหาพระองคอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ระหว่างที่พระองค์ประชวร ตนได้ไปลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช และเมื่อเปลี่ยนให้มาถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคม ตนก็เดินทางมาเช่นกัน
“ประทับใจพระองค์ที่ไม่ทรงถือพระองค์ ทรงเข้าถึงประชาชนทุกชนชั้น ระหว่างที่เข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตนได้อธิษฐานถึงพระองค์ให้เสด็จสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และขอให้พระองค์คุ้มครองคนไทย ให้คนไทยทุกคนมีความสามัคคีไม่แตกแยก นอกจากนี้ ตนยังได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ในการปลูกพืชผัก และยังพอเพียงในด้านการกินอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือยและเก็บออม” นางสมสมัยกล่าว


