ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร 1 ศาลากลาง จ.อุดรธานี นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมาสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทางติดตามข้อร้องเรียน กรณีการคัดค้านขอประทานบัตรเหมืองแร่โพแทช , คัดค้านโครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะแบบบูรนาการ และชาวบ้าน. ต.หนองนาคำ อ.เมือง ได้รับผลกระทบจากกลิ่นจากโรงานยางแท่ง โดยนายสมหวัง พ่วงบางโพ รองผวจ.อุดรธานี นำหน่วยงานราชการชี้แจงและตอบคำถาม
โดยเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน บริเวณศาลหลักเมืองอุดรธานี ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากโรงงานยางแท่ง กว่า 150 คนนำโดย ร.ต.ท. ณรงคเดช พลจันทร์ รอง สวป.สภ.เมืองอุดรธานี นำชาวบ้านสักการะขอพรจากศาลหลักเมืองอุดรธานี , เท้าเวสสุวัณ และศาลพระภูมิศาลากลาง จ.อุดรธานี ให้ช่วยดลบันดาลให้การแก้ไขปัญหาโรงยางเหม็นเป็นผมสำเร็จ หลังจากต้องทนเหม็นมากกว่า 5 ปีแล้วก่อนเดินทางเข้าพบคณะกรรมการสิทธิ์ ซึ่งมีตัวแทนจากโรงงาน บ.ศรีตรังแองโกรอินดัสตี้ จก และ บ.วงษ์บัณฑิต อุดรธานี จก. มาร่วมชี้แจงเช่นกัน
นางเตือนใจฯได้แจ้งให้ทราบถึง ขั้นตอนการมารับฟังข้อเท็จจริง หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียน ได้ทำหนังสือสอบถามเบื้องต้นมาแล้ว และลงพื้นที่เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมปีก่อน วันนี้จึงมาประชุมร่วมเพื่อรับฟังและสอบถาม แล้วจะมีการสรุปข้อเสนอแนะไปยังหน่วยรับผิดชอบ หากไม่จัดการแก้ไขจะส่งเรื่องในนายกรัฐมนตรี หากยังไม่มีการแก้ไขจะแจ้งไปยังสภาฯ สำหรับเรื่องกลิ่นของโรงงานยาง และปัญหาอุตสาหกรรมยาง เป็นภาพรวมของประเทศ จะนำไปสู่การแก้ไขโครงสร้างกฎหมาย
จากนั้นให้หน่วยงานราชการชี้แจง สรุปว่า โรงงานของ บ.ศรีตรังฯ เริ่มดำเนินการปี 54 มี 1 โรงงาน กำลังผลิต 2.7 แสนตันต่อปี บ.วงษ์บัณฑิต เริ่มดำเนินการปี 56 มี 4 โรง ทยอยสร้างได้ 3 โรง กำลังผลิตโรงละ 1.58 แสนตันต่อปี ปลายปี 56 เริ่มมีการ้องเรียน และสั่งให้แก้ไขจากคำแนะนำของนักวิชาการ และกรมโรงงาน พบว่าแหล่งกำเนินกลิ่นคือ กองยาง น้ำเสียง. และการอบยาง แต่ก็ยังมีกลิ่นเหม็นเป็นระยะ โดยมีข้อจำกัดของระเบียบกฎหมาย ที่ไม่มีการกำหนดมาตรฐาน ของกลิ่นจากโรงงานยางแท่งไว้ สมควรกำหนดมาตรฐานเรื่องนี้
โดยระบุต่อว่า โรงงานยางแท่งที่มาตั้งอยู่อุดรธานี หรือภาคอีสาน ใช้วิธีการเดียวกันกับโรงงานในภาคใต้ แต่ปรากฏว่ามีความแตกต่างในหลายเรื่อง ทั้งอุณหภูมิ ความกดอากาศ สภาพน้ำที่เค็ม และที่สำคัญคือเกษตรกรใช้ “กรดซัลฟิวริก” ที่เป็นกรดสังเคราะห์ และเป็นต้นเหตุหนึ่งของกลิ่น และยังทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศ ปฏิเสธซื้อยางแท่งที่ใช้กรดซัลฟิวริก แม้หน่วยงานราชการ โรงงานจะออกมารณรงค์ ให้ใช้กรดอินทรีย์แทน แต่ก็ไม่เป็นผล
ส่วนการสำรวจคุณภาพอากาศ ของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าอากาศมีค่ามาตรฐาน แม้จะมีกลิ่นรบกวนชาวบ้าน จึงนำเอาวิธีดมกลิ่นของโรงงาน 23 ประเภท แต่ไม่มีโรงงานยางรวมอยู่ด้วยมาใช้ ด้วยการเทียบเคียงค่ามาตรฐาน 23 โรงงาน ซึ่งมาตรฐานที่ปล่องไอร้อน 300 และที่ริมรั้วโรงงาน 15 การตรวจพบว่าที่ปล่องกลิ่นสูงสุด 20,000 ลี่ริมรั่วโรงงาน และบ้านเรือนชาวบ้าน 300-400 แต่ไม่มีผลตามกฎหมาย ขณะการตรวจน้ำฝนเบื้องต้นพบโลหะหนัก และสุ่มตรวจกรดหยดยางก็พบว่า มีโลหะหนักเช่นเดียวกัน ขณะนี้กำลังตรวจกรดหยดยางทุกยี่ห้อ และเสนอให้มีมาตรฐานกรดหยดยาง และมีหน่วยงานรับผิดชอบ
นอกจากนี้หน่วยงานชี้แจงต่อว่า ยังไม่ได้สั่งปิดโรงงานเพื่อปรับปรุง เพราะการตรวจสอบครั้งล่าสุด ยังมีปัจจัยไม่สมบูรณ์ แต่ให้ปิดเพื่อตรวจอากาศ 26-30 มีนาคม และจะสลับกันเดินเครื่อง เพื่อตรวจสอบอีกครั้งระหว่าง 2-5 เมษายนนี้ จึงจะนำผลกรตรวจมาพิจารณา ว่าจะต้องปิดโรงงานเพื่อปรับปรุงหรือไม่ เพราะเกรงว่าโรงงานจะมีข้ออ้างฟ้องร้อง โดยในวันที่ 31 มีนาคมนี้ จะมีการประชุมร่วมหน่วยงาน กับโรงงานทั้ง 6 แห่งในพื้นที่ จ.อุดรธานี ว่าจะงดซื้อยางพาราที่ใช้กรดซัลฟิวริกได้หรือไม่
ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านที่เดือดร้อน ไม่พอใจตัวแทนโรงงาน ที่ขอความเห็นใจคนงานในโรงงาน แต่นางเตือนใจฯขอร้องให้ยุติ ซึ่งชาวบ้านมองว่าไม่ใช่เพียงกลิ่นที่เหม็น แต่หมายถึงอันตรายที่มาจากกลิ่น ไม่มีใครรู้ว่าเป็นอะไร แต่ชาวบ้านป่วยกันจำนวนมาก โดยตัวเลขการตรวจสุขภาพคนงาน เห็นชัดเจนว่าอันตรายแค่ไหน การที่ทางราชการยังให้โรงงาน ปรับปรุงไปด้วยผลิตไปด้วย เหมือนกับเอาชาวบ้านเป็น “หนูลองยา” โดยขอให้โรงงานใช้ “ระบบปิด”
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ตั้งข้อสังเกตในประเด็น ปัญหาโรงงานเหม็นมีทั่วประเทศ จะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ , เทคโนโลยีใหม่ที่โรงงานต้องนำมาใช้ , ความเข้าใจผิดของอนุกรรมการสิทธิฯ ที่คิดว่าอยู่ระหว่างการปิดปรับปรุงโรงงาน เพราะกลิ่นเหม็นเกินมาตรฐานมาก , การตั้งโรงงานใกล้ชุมชนได้อย่างไร , รวมทั้งการอนุญาตขยายกำลังทั้งที่มีปัญหา เห็นด้วยกับน่าจะมีการกำหนดมาตรฐานกลิ่น และมาตรฐานกรดหยดยาง ,
นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมาสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กรรมการสิทธิฯ จะเอาความทุกข์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เป้าหมายจะให้ประชาชนพ้นทุกข์ได้อย่างไร มองเห็นว่ากฎหมายคือจุดอ่อน ตั้งแต่ต้นทางมาจนถึงปลายทาง จะต้องมีการเสนอให้ผู้ดูนโยบายคือ คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ให้ผู้อนุญาตต้องทบทวน โดยตนเองเห็นว่าอันดับแรกคือ “โรงงานจะต้องปิด เพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาก่อน ”



