นายกกิตติมศักดิ์ ส.ส่งออกข้าว เบิกความคดีจำนำข้าว ชี้ไม่ใช่ขายจีทูจีแท้จริง ทำได้แค่1ล้านตันเท่านั้น

26.02.16 | 18:21 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สาม คดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

ปู2

วันนี้ อัยการ โจทก์ นำนายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พยาน ขึ้นเบิกความปากแรก สรุปว่า พยานมีประสบการณ์การส่งออกข้าวมานานเกือบ 40 ปี เป็นนายกสมาคมผู้ส่งออกฯติดต่อ 2 สมัย 4 ปี ก่อนจะมาเป็นนายกกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน ให้การในชั้น ป.ป.ช. 2 ครั้ง ในปี 2556 และ 2557 สำหรับโครงการจำนำข้าวมีการวางกรอบซื้อขายข้าวแบบจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) ไม่ใช่การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง เพราะมีการส่งข้าวที่ขายให้ผู้แทนไทยที่หน้าโกดังในประเทศไทย ไม่ใช่การส่งออกไปตลาดต่างประเทศ จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดปกติไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดช่องโหว่ นำข้าวนั้นมาหมุนเวียนขายในประเทศได้

นายวิชัยเบิกความต่อว่า การขายแบบจีทูจีที่ดำเนินการช่วงปลายรัฐบาลจำเลย ที่พยานเห็นว่าดำเนินการจริงน่าจะมีเพียง 1 ล้านตันเท่านั้น ที่บริษัทคอฟโก้รัฐวิสาหกิจจีน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เดินทางมากับรัฐบาลจีนแล้วทำสัญญารับซื้อข้าวที่เป็นข้าวใหม่ ส่วนสัญญาฉบับอื่นในช่วงแรกที่มีการซื้อข้าว 2 ล้านตันนั้น เป็นข้าวเก่าทั้งหมด ทั้งที่ปกติจีนจะซื้อข้าวใหม่เท่านั้น เพราะประชาชนจีนไม่นิยมบริโภคข้าวเก่า ขณะที่ประเทศจีนมีโควต้ารับซื้อข้าวต่างประเทศเพียง 5.3 ล้านตัน แต่มีระบุว่ามีการทำสัญญาซื้อขายจีทูจี 14 ล้านตัน พยานจึงไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะเป็นข้าวเก่าที่เก็บในโกดังด้วย อีกทั้งบริษัทเอกชนที่เป็นตัวแทนของประเทศจีนที่ได้สิทธิซื้อข้าว ต้องเป็นบริษัทคอฟโก้บริษัทเดียวตามพันธะที่ประเทศจีนแจ้งไว้กับ WTO ส่วนบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง ซึ่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างว่าได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวด้วยนั้น จะมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ไม่มีสิทธิที่จะเป็นตัวแทนจีนในการทำการค้าแทนได้ โดยภายหลังการยึดอำนาจมีการนำโควต้ามาให้สมาคมจัดสรรกับบริษัทผู้ส่งออก มีความถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด