คุก 10 ปี อดีตด.ต.สน. ดอนเมืองจับนักธุรกิจจีนเรียกค่าไถ่ 100 ล.

26.02.16 | 18:20 น.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ห้องพิจารณา 908 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีจับตัวนักธุรกิจเรียกค่าไถ่ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นาย หรือ ด.ต.ศุภณัฏฐ์ ชูชัยปัญญาพงศ์ อายุ 47 ปี อดีต เจ้าหน้าที่ตำรวจ สส.สน.ดอนเมือง เป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันเรียกค่าไถ่ฯ ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 ระบุความผิดสรุปว่าเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีได้ร่วมกันกระทำผิด โดยขณะที่ นายเฉิน จื่อ นักธุรกิจสัญชาติจีน เชื้อชาติกัมพูชา ผู้เสียหาย เดินเข้าไปภายในโรงแรมใบหยก 2 จำเลยกับพวกอีก 1 คน ได้เข้ามาแจ้งกับผู้เสียหายโดยอ้างว่า ผู้เสียหายถูกหมายจับจากประเทศจีน จากนั้นก็เข้าช่วยกันล็อคแขนผู้เสียหาย พาขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน ฌฎ1867 กรุงเทพมหานคร นำตัวไปหน่วงเหนี่ยวกักขังตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วโทรศัพท์ติดต่อญาติขอเงินค่าไถ่จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้เสียหาย โดยมีการเจรจาต่อรองจำนวนเงินหลายครั้งสุดท้ายทางญาติยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยจำนวน 16 ล้านบาท และนัดส่งมอบเงินสดกันบริเวณลานจอดรถ สโมสร กองทัพบก ถ.วิภาวดีฯ แต่จำเลยก็ไม่ยอมมารับเงิน จากนั้นจำเลยได้พาผู้เสียหายไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ฝั่งประเทศกัมพูชา เหตุเพราะสื่อมวลชนเสนอข่าวคดีนี้อย่างครึกโครม จนจำเลย กับพวกหวาดกลัวจะถูกจับกุม เหตุเกิดแขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพและที่อื่นเกี่ยวพันกัน

อย่างไรก็ตามต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมจำเลยพียงคนเดียว แจ้งข้อหาดำเนินคดี ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย ที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีผู้เสียหาย และประจักษ์พยานหลายปากซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรม และรปภ.โรงแรมใบหยก 2 ล้วนเบิกความสอดคล้อง เชื่อมโยง เป็นลำดับขั้นตอนโดยปราศจากพิรุธ สามารถชี้ตัวจำเลยได้อย่างถูกต้อง ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า ช่วงวันเกิดเหตุจำเลยกับบิดา และภรรยา ได้พามารดาจำเลยไปพบแพทย์ที่ รพ.นพรัตน์ราชธานี ถนนรามอินทรานั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยกับญาติเคยให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่องนี้กับพนักงานสอบสวนสน.พญาไท แต่อย่างใด ซึ่งล้วนเป็นพิรุธ เพราะความจริงแล้วญาติของจำเลยเบิกความเช่นนี้ก็เพราะต้องการช่วยเหลือจำเลยให้พ้นความผิด พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมาไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้เห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลอายุกว่า 15 ปีไปโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย อุบายหลอกลวง ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก อันเป็นบทหนักสุด จำคุกจำเลยไว้ 10 ปี