เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ ร่วมกันจับกุม นายอนุชิต เหมารุ่งโรจน์ กรรมการบริษัท ไท ธง ยี่ ทราเวล กรุ๊ป จำกัด โดยพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า กองบังคับการการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ได้สืบสวนและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบริษัททัวร์ ที่กระทำผิดอันเป็นความผิดเข้าข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ มีการทอดทิ้งนักท่องเที่ยวจีน สร้างความเสียหายให้กับการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวสัญชาติจีนตามนโยบายของรัฐบาล กำชับให้ปรับทัวร์ศูนย์เหรียญเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพมหานครและในพื้นที่ต่างจังหวัด
จากการสืบสวนปรากฏข้อเท็จจริงและหลักฐานพบว่าบริษัท ไท ทง ยี่ ทราเวล กรุ๊ป จำกัด ประกอบธุรกิจเข้าข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ พบมีนายอนุชิต เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงนามแต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบันยังประกอบกิจการอยู่ บริษัทดังกล่าวเคยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 14/01697 ลงวันที่ 9 กันยายน 2557 สำนักงานตั้งอยู่ที่ เลขที่ 388/6 ถนนนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม แต่ปัจจุบันถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลางที่ 894/2559 ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า นายอนุชิต มีประวัติการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลในสารระบบทะเบียนราษฎรหลายครั้ง โดยนายอนุชิต มีชื่อเดิมคือ นายซง แซ่ม้า จัดเป็นหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว ต่อมาได้ขอเพิ่มชื่อเข้ามาในทะเบียนราษฎรในฐานะผู้ยื่นขอสัญชาติไทย ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าข้อมูลดังกล่าวมีข้อสงสัยอันเชื่อว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะการสวมทะเบียนราษฎรของผู้อื่น สมอ้างเพื่อให้ได้ตัวตนและสัญชาติไทย
จากการสอบปากคำนางยา แซ่ม้า ถูกระบุว่าเป็นมารดาของนายอนุชิต ตามทะเบียนราษฎร พร้อมกับให้นางยา ดูภาพของนายอนุชิต ที่คัดจากทะเบียนราษฎร ปรากฏว่าคนดังกล่าวที่ปรากฏตามทะเบียนราษฎรไม่ใช่บุตรชายของนางยา ทั้งนี้ได้ให้นายสำเริง มหสถาพร ลูกชายคนโตนางยา ดูภาพของนายอนุชิต ที่คัดจากทะเบียนราษฎรปรากฏว่า นายสำเริง ยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวที่ปรากฏตามทะเบียนราษฎรไม่ใช่น้องชายร่วมมารดา
จากการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงดังกล่าวเชื่อว่า นายอนุชิต ไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับนายซง แต่อย่างใด กรณีนี้เป็นการสมอ้างตนเป็นผู้อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะทางทะเบียน สัญชาติหรือเอกสารอื่นใดอันเป็นการทำให้เชื่อว่าตนเป็นบุคคลที่มีสิทธิในสัญชาติไทยนั้น และเมื่อนายอนุชิต ได้แจ้งข้อความแก่สำนักงานเขตบึงกุ่ม แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 หรือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ทำให้สำนักงานเขตบึงกุ่มได้รับความเสียหาย และจากการสวมสิทธิ์เป็นบุคคลอื่นแล้วได้นำเอกสารไปทำธุรกรรมประกอบกิจการอื่น จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ เศรษฐกิจ และสังคมเป็นวงกว้าง
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า บก.สปพ. พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่นายอนุชิต รู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บุคคลเดียวกับ นายซง โดยที่เป็นการสมอ้างตนเป็นผู้อื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะทางทะเบียน สัญชาติ หรือเอกสารอื่นใดอันเป็นการทำให้เชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีสิทธิในสัญชาติไทย จึงเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ปลอมแปลงจดทะเบียนเป็นนอมินีให้ได้ทุกราย เนื่องจากทำให้รัฐบาลเสียหาย โดยเฉพาะผู้ต้องหารายนี้แอบแฝงจดทะเบียนกับกรมสรรพากรมีรายได้ปีละ100 ล้านบาท ไม่เคยเสียภาษีเลย ทำให้เกิดปัญหาด้านภัยความมั่นคง ทั้งนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบและตรวจสอบแอบแฝงทำธุรกิจมืด

