หน้าแรก ในประเทศ อธิบดีปภ.-ควบ...

อธิบดีปภ.-ควบคุมมลพิษ รุดตามติดหมอกควันลำปาง ชี้ต้องปรับวิธีใหม่ เน้นไฟต้นเหตุ

31.03.17 | 15:20 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2560 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เขตภาคเหนือตอนบน จ.ลำปาง นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้เดินทางมาติดตามสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นการติดตามผลการดำเนินงาน และรับฟังปัญหาข้อจำกัดต่อสถานการณ์ในจังหวัดทางภาคเหนือ เพื่อจะได้นำข้อมูลไปรายงานต่อคณะรัฐมนตรี ที่เกิดข้อห่วงใย และเป็นห่วงต่อปัญหาหมอกควันในจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย โดยทางคณะอธิบดีฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังสถานการณ์จาก จ.เชียงราย เป็นพื้นที่แรก ก่อนที่มายัง จ.พะเยา และมา จ.ลำปาง ตามลำดับ

 

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ทางคณะรัฐมนตรี โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เกิดความห่วงใยต่อสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะใน จ.ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ที่หนักกว่าทุกจังหวัดในภาคเหนือ ดังนั้น จึงได้รับคำสั่งให้ลงมาติดตาม และรับฟ้องปัญหาต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ หากมีสิ่งใดที่จะให้ทางคณะรัฐมนตรีช่วยเหลือจะได้นำเรียนให้ทางคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นจากคนเผา จากคนที่อยู่กับป่า ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องคุมการเผาให้ได้ แต่การปฎิบัตินั้นทำได้ยาก เพราะเป็นวิถีชีวิตของคนที่อยู่ป่า ดังนั้น จึงต้องมีการแก้ไขปัญหาให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่ว่าเมื่อเกิดไฟก็มาดับกัน แนวทางดังกล่าวอาจให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่คุมเข้มให้มาก และจากข้อมูลของจิสด้าเฉพาะในภาคเหนือ มีพื้นที่เสี่ยงเกิดปัญหา แบ่งเป็นพื้นที่ป่ากว่า 62 ล้านไร่ พื้นที่เกษตร 11 ล้านไร่ และพื้นที่ริมทางต่าง ๆ รวม 250 กิโลเมตร ประมาณแสนไร่  ทั้งนี้ การสร้างความร่วมมือ และความเข้าใจกันในการร่วมกันป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะสำเร็จขึ้นได้ต้องให้ทุกภาคส่วนช่วยกัน ทั้งภาคประชาชน และภาครัฐ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของทหาร หรือป่าไม้ แต่จะสำเร็จได้ก็ต้องมีภาคประชาชนที่จะร่วมกันไม่เผา และต้องช่วยกันดูแลป่า

 

ด้านนายจตุพร กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์พบว่าดอยพระบาท ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง มีปัญหาไฟไหม้ป่าหนักที่สุด จนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ และสถานการณ์หมอกควันไฟปีนี้ของจังหวัด ซึ่งดอยดังกล่าวอยู่ใกล้ศูนย์ราชการจังหวัดลำปาง ถือว่าอยู่ใกล้ตามา และก็มองว่าปัญหาทุกปีที่เกิดขึ้นมาจากคนตั้งใจเผา หากเป็นกรณีเผา เพื่อล่าสัตว์ก็คงจะเป็นส่วนน้อย เพราะหากล่าสัตว์ป่า และเผาทุกปี สัตว์ป่าคงไม่เหลือให้ล่า ในเรื่องนี้น่าแปลก

Advertisement

 

“อยากจะบอกให้ทางจังหวัดทราบว่า ปีนี้ผิดปกติ เนื่องจาก จ.ลำปาง และแม่ฮ่องสอน มีการเผาพร้อมกัน และต่อเนื่อง จนทำให้ปัญหาเกิดขึ้นนาน จากปกติทุกปีพื้นที่การเผาจะไล่จาก จ.ตาก ขึ้นไปสู่ จ.เชียงราย แต่ปีนี้เริ่มที่ลำปาง และแม่ฮ่องสอนก่อน จากนั้นถึงลามไปใน จ.ตาก และเชียงราย ทำให้ห่วงว่า จ.ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จะเกิดการเผาจริง และเผาหนักต่อเนื่อง จึงอยากให้จังหวัดดังกล่าวป้องกัน และแก้ไขปัญหา หากวิธีเดิมที่ทำไม่ได้ผล ก็ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ เพื่อให้ได้ผลมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องไฟต้นเหตุ ที่มาจากการตั้งใจเผา หากเป็นไปได้ก็ให้จัดกำลังซุ้มโปร่งจับกุมคนเผา เหมือนแผนของ จ.เชียงราย ที่ปรับแผนจากราดตระเวน มาเป็นซุ้มโปร่ง เพื่อเป็นการคุมต้นเหตุ ไม่ใช่จัดการกับปัญหาปลายเหตุที่ต้องเร่งดับไฟกันอย่างหนักเหมือนทุกวันนี้” นายจตุพร กล่าว

 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า หลังจาก นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ประชุมติดตามสถานการณ์หมอกควันของ จ.ลำปาง แล้ว ก็ได้เดินทางไปยังศูนย์ราชการจังหวัดลำปาง เพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับ นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในการดูพื้นที่ป่า และดูจุดดอยพระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงไฟไหม้ป่าทุกปี จนทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน และไฟป่าในพื้นที่ จ.ลำปาง อย่างหนัก ก่อนที่จะบินตรวจสอบผืนป่าใน จ.ลำปาง ในพื้นที่อื่นๆ และบินมุ่งหน้าไปยัง จ.เชียงใหม่ เพื่อไปติดตามสถานการณ์หมอกควันไฟในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ต่อไป