หน้าแรก ในประเทศ เปิดบทบาทพระอ...

เปิดบทบาทพระองค์วรรณ ‘รับจบ’ ถือโปรเจ็กต์ลับทำไทยรอด เชื่อมสัมพันธ์จีนก่อนยุคคึกฤทธิ์

26.04.25 | 19:56 น.

เปิดบทบาทพระองค์วรรณ ‘รับจบ’ ถือโปรเจ็กต์ลับทำไทยรอด เชื่อมสัมพันธ์จีนก่อนยุคคึกฤทธิ์

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ห้อง303-304 อาคารมหาจักรีสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์ฯ ร่วมกับภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จัดโครงการเสวนาวิชาการเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในหัวข้อ ‘คึกฤทธิ์ ปราโมช กับ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุคก่อนและหลังอาณานิคม’

โดย นายวิรัช ศรีพงษ์ นิสิตปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลาวในหัวข้อ ‘ก่อนจะถึงคึกฤทธิ์: พระองค์วรรณฯ กับความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างไม่เป็นทางการ”

นายวิรัช กล่าวว่า ในยุคที่ประเทศไทยเริ่มมีการส่งตัวนักการการทูต และส่งคนไทยไปเรียนต่างประเทศมากขึ้น หนึ่งในนั้น คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือ พระองค์วรรณ

“พระองค์วรรณเป็นบุคคลที่เข้ามากี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย-จีนแบบไม่น่าเชื่อ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายเข้าข้างสหรัฐอเมริกา ซึ่งพระองค์วรรณก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่รับจบในทุกเหตุการณ์ มีปัญหาอะไรพระองค์วรรณแก้ได้เสมอ ซึ่งพระองค์วรรณเป็นบุคคลที่จอมพลป.พิบูลสงคราม จะเรียกตัวนัดมาเพื่อให้คำปรึกษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นมาของประเทศตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การส่งไปเป็นตัวแทนของจอมพลป.พิบูลสงคราม ในการประชุมมหาเอเชียบูรพาที่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลง แม้แต่ช่วงสงครามเย็น ก็มีจุดที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากในช่วงที่ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาเต็มตัว ประเทศไทยมีนโยบายที่อยากจะใกล้ชิดกับประเทศจีนมากน้อยขนาดไหน อันนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายที่ไทย-ยุโรปที่น่าสนใจมาก และสะท้อนผ่านการกระทำตัวบุคคล” นายวิรัชกล่าว

Advertisement

นายวิรัช กล่าวอีกว่า พระองค์วรรณแสดงบทบาทในการไปคุยในนามของประเทศโลกเสรีที่บันดุง แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ถือโปรเจกต์ลับๆ ของรัฐบาลไทย ที่ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก

“มีนักวิชาการค้นพบว่าจอมพลป.พิบูลสงคราม เคยเรียกพระองค์วรรณเข้าไปหา เพื่อที่จะปรึกษากัน และเหมือนกับมอบนโยบายให้พระองค์วรรณเข้าไปคุย และพยายามพบปะ เพื่อที่จะคุยแก้ไขปัญหาต่างๆ ในประเทศไทยขณะนั้น” นายวิรัช กล่าว

 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือ ‘พระองค์วรรณฯ’

 

นายวิรัช กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าด้วยความเป็นพระองค์วรรณ ทำให้เราสามารถอยู่รอดมาได้ ด้วยบุคลิกของพระองค์เองทำให้มีความประทับใจกันระหว่างสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นท่านโจว เอินไหล และพระองค์วรรณด้วย

“มี 2 เหตุการณ์ที่ทำให้พระองค์วรรณได้พบกับโจว เอินไหล ท่านได้บอกว่าพบครั้งแรกตอนที่ท่านทรงเป็นประธานร่วมของการประชุมสันติภาพ ที่นครเจนีวา สิ่งนี้มันแสดงให้เห็นว่าช่วงนั้นรัฐบาลไทยตึงเครียดมาก โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงและท่านเองก็ทรงเป็นประธานการประชุม SEATO ครั้งแรกที่ประเทศไทย

ซึ่งในห้วงก่อนหน้าที่จะมีการประชุมกลุ่มประเทศ เอเชีย-แอฟริกา ที่เมืองบันดุง ก็จะมีความไม่แน่ไม่นอนของสหรัฐอเมริกา และประเทศมหาอำนาจอย่าง อังกฤษ ทั้งสองฝ่ายมีการพูดคุยกัน โดย สหรัฐอเมริกา ไม่อยากให้การประชุมที่บันดุงเกิดขึ้น เนื่องจากการที่โจว เอินไหล มีการปรับท่าทีเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศจีนพยายามเข้าหา แล้วจะใช้หลัก 5 ประการในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และพยายามไม่แทรกแซงการเมืองของประเทศอื่น ซึ่งจะเห็นว่าอเมริกาจะกลัวประเทศจีน ว่าถ้าเกิดจะเข้าไปในบันดุงแล้วประเทศอื่นๆ จะคล้อยตาม ด้านอเมริกาจึงตัดสินใจว่าให้กลุ่มตัวแทนสหรัฐฯ เข้าไป” นายวิรัชกล่าว

นายวิรัช กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจคือมีการประชุม โดยผู้แทนของนิวซีแลนด์ มีการนำเสนอว่าท้ายที่สุดในเมื่อจะมีการประชุมที่บันดุงแล้ว SEATO ควรจะส่งผู้แทน SEATO เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งมีทั้งประเทศปากีสถาน ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์เข้าไปในการเป็นกระบอกเสียงให้สหรัฐอเมริกา

“ด้านสหรัฐอเมริกามีการส่งโทรเลขมาถึงกรุงเทพ โดยบอกว่าถ้าเผื่อว่ารัฐบาลไทยอยากจะเข้าร่วมการประชุมที่บันดุง ขอให้ส่งคนที่มีความสามารถมากๆ ที่สามารถเป็นกระบอกเสียงไปได้

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลทำให้เราคิดว่าทุกอย่างจะเดินไปในทางที่ว่า เราจะไปเพื่อที่จะแก้ไข และดูท่าทีปัญหาการแทรกซึมคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย เนื่องจากทราบว่าประเทศจีนหนุนหลังอยู่ อย่างที่สอง คือ ปัญหาชาวเวียดนามอพยพเข้ามา ซึ่งยังแก้ไขไม่ได้ และอย่างที่สาม เรื่องการเมืองของศาสตราจารย์ ปรีดี พนมยงค์ ที่มีการปล่อยว่า อ.ปรีดีมีการเคลื่อนไหว การต่อต้านของจีน และมีการฝึกคนจีนที่มีเชื้อสายไทยเพื่อที่จะเข้ามาแทรกซึมในประเทศไทย” นายวิรัชกล่าว

นายวิรัช กล่าวต่อว่า การประชุมที่บันดุง ที่น่าสนใจ คือ ถ้อยแถลงของพระองค์วรรณ ที่ต้องการท่าทีของประเทศไทยว่าท้ายที่สุดแล้วการเข้าสู่ SEATO ของประเทศไทย เป็นการป้องกันตัวเองจากภัยความมั่นคง และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยึดถือในความชอบธรรม

“ซึ่งท่านก็อ้างในเรื่องหลักการของกฎนานาชาติว่าเป็นการป้องกันตัวเอง และในขณะเดียวกันก็มีการเสพในเรื่องของข้อประมวลของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นของอ. ปรีดี พนมยงค์ ในเรื่องการเคลื่อนไหวการต่อต้านของจีน และความแทรกซึมของชาวจีนต่างๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการพลิกเกมของพระองค์วรรณ ในการไปพบกับ โจว เอินไหล สิ่งที่พบ คือ มีการพบปะกัน และกลายเป็นว่ามีการพูดคุยกันจนไปถึงเรื่องของการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนในช่วงนั้นด้วย ซึ่งหลังจากวันนั้นก็มีการจับตามองของสหรัฐฯ โดยมีการส่งผู้แทนไปถามพระองค์วรรณว่ามีการคุยอะไรกับโจว เอินไหล ด้านพระองค์วรรณก็ไม่ได้ตอบอย่างชัดเจนว่าพูดอะไร” นายวิรัชกล่าว

นายวิรัช กล่าวต่อว่า สิ่งที่แสดงเห็นถึงความสัมพันธ์ระดับบุคคลที่ใกล้ชิดระหว่างพระองค์วรรณและโจว เอินไหล ก็คือ โจว เอินไหล รู้สึกประทับใจพระองค์วรรณมาก โดยมีการนำของฝากจากจีนถวายพระองค์วรรณ พร้อมบอกว่ามอบให้ภรรยาของพระองค์วรรณ ซึ่งพระองค์วรรณเองก็ได้นำของฝากจากไทยเพื่อแลกเปลี่ยนกัน

นายวิรัช กล่าวต่อว่า ความที่พระองค์วรรณ ณ ขณะนั้นอยู่ในวงล้อทางการเมืองหรือทางการทูตมาเกือบ 20 ปี ไม่คิดว่าการไหวตัวของพระองค์วรรณ ที่ไหวไปตามลม และเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนไทยได้คล่องแคล่วขนาดนี้จะหลงเสน่ห์โจว เอินไหล เพียงแค่การพบกันไม่กี่นาทีขนาดนั้น

“โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นไปได้สูง เนื่องจากทั้งสองคน มีทักษะทางการเมืองและทางการทูตที่สูงมาก เพราะฉะนั้นจะเป็นในลักษณะการพูดคุยทางการทูตหน้าฉากจะเป็นแบบนึง ในส่วนความสัมพันธ์ระดับบุคคลก็จะเป็นอีกแบบนึง ก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ไทยกับจีนในเวลาต่อมา

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความประทับใจที่โจว เอินไหล มีต่อพระองค์วรรณ คือ โจว เอินไหล ได้ฝากข้อความถวายเสด็จในกรมหรือพระองค์วรรณ ว่าเสด็จในกรมเป็นทั้งนักการทูตและรัฐบุรุษที่ทรงพระปรีชาสามารถมาก” นายวิรัชกล่าว

นายวิรัช กล่อวต่อว่า ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากในห้วงปี 1955 เป็นช่วงที่พระองค์วรรณจะต้องเตรียมตัวสมัครสมัชชาของสหประชาชาติที่จะต้องเป็นประธานอีกครั้งหนึ่ง และสหรัฐฯ ก็สนับสนุนพระองค์วรรณ

“ก็จะสังเกตเห็นว่าไผ่ลู่ลมตัวจริงก็คือพระองค์วรรณเอง ท่านก็จะแสดงให้เห็นว่าบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น และสามารถประสานความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไทย ประสานความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ได้ด้วย” นายวิรัช กล่าวทิ้งท้าย