ขรก.ครูมากราบพระบรมศพเผยรับสั่ง ‘ในหลวงร.9’ เมื่อปี 2520 ที่จุกจนพูดไม่ออก

1.04.17 | 14:19 น.

เมื่อวันที่ 1 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศประชาชนมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ผศ.พรทิพย์ คำดี อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ เดินทางมาพร้อมกับสามีนายสุธรรม กันทาแก้ว ข้าราชการบำนาญ เพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ โดย ผศ.พรทิพย์เปิดเผยว่า รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่ได้เดินทางมาในวันนี้ เนื่องจากวันที่ 1 เมษายนนี้เป็นวันข้าราชการพลเรือนไทย รู้สึกดีใจที่เป็นข้าราชการในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 เพราะตนสัมผัสได้ว่าที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจนถึงทุกวันนี้สืบเนื่องมาจากพระบารมีของพระองค์ โดยเฉพาะข้าราชการจะรู้สึกพิเศษกว่าคนอื่นใด แม้แต่หลักการทำงานที่พระองค์ทรงมอบนโยบายพระราชดำริให้แก่หน่วยงานข้าราชการนั้นก็ทำให้ทุกคนเดินได้อย่างถูกทาง ไม่หลงทาง ส่วนในวันนี้เป็นวันข้าราชการพลเรือนไทย พระองค์ก็ได้มอบพระบรมราโชวาทให้แก่ข้าราชการไทยทุกคน ก็อยากให้น้อมนำมาใช้ด้วย

“พระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่คือ ในยามประเทศของเราวิกฤตหรือขัดแย้ง พระองค์จะมีพระบรมราโชวาทปรากฏออกมาให้เห็นเสมอ และหลังจากนั้นประเทศไทยก็เข้าสู่ภาวะสงบ ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญทำให้เห็นว่า พระองค์คือพ่อของแผ่นดินอย่างแท้จริง ส่วนตลอดชีวิตข้าราชการก็ได้น้อมรับคำสอนของพระองค์มาใช้คือ การสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเกษียณอายุให้แก่ตัวเอง ทำให้ในบั้นปลายชีวิตที่อีก 7-8 เดือนจะเกษียณอายุนี้รู้สึกภาคภูมิใจที่อย่างน้อยจะใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข” ผศ.พรทิพย์กล่าว

ส่วนนายสุธรรมกล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้เข้าสักการะ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียใจที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้จากปวงชนชาวไทยไป ตนยังจำภาพครั้งหนึ่งเมื่อปี 2520 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ขณะนั้นเป็นครูประถมศึกษา จำได้ว่าพระองค์พระดำเนินออกมาจากรถยนต์พระที่นั่งซึ่งเป็นรถจี๊ป โดยล้อรถยนต์พระที่นั่งเต็มไปฝุ่นและโคลนเกาะเต็มไปหมด จากนั้นก็ทรงพระดำเนินประชิดหน้ากลุ่มชาวเขา นักเรียน-คุณครู และชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งตนก็ยืนอยู่ตรงนั้นก็นึกในใจว่าพระองค์ต้องทรงงานหนักเป็นอย่างมากเพื่อมาเยี่ยมเยือนในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ จากนั้นพระองค์ตรัสกับพวกเราว่า เป็นไงบ้าง พวกเราอยู่ที่นี่เหนื่อยกันบ้างไหม ทุกคนเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าตอบพระองค์ท่าน หลายคนยกมือไหว้แล้วเอามือเช็ดน้ำตา ส่วนตนก็รู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ไม่กล้าตอบที่พระองค์ตรัสถาม

“พระองค์เป็นส่วนหนึ่งทำให้ผมอยากเป็นครู แต่เดิมเป็นครูประถมศึกษาใน อ.สะเมิง แต่ต่อมาก็สอบบรรจุใหม่เพื่อเป็นครูมัธยมศึกษาใน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งตอนย้ายมาเป็นครูมัธยมในครั้งนั้น ใน อ.สันป่าตองก็ไม่ได้เจริญเหมือนปัจจุบัน ตนก็นึกย้อนไปยังภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาในครั้งนั้น ก็นึกที่จะท้อใจไม่ได้ ทำให้รับราชการครูมาตลอดชีวิต จนปัจจุบันได้เกษียณไปแล้วและยังคงนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้โดยอยู่อย่างพอเพียง ทำให้ตอนนี้ได้ยึดอาชีพเกษตรกร ทำสวนลำไยและปลูกถั่วเหลืองไปพร้อมกัน ซึ่งผมอยากให้ทุกคนนำพระองค์มาเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตเช่นเดียวกับผม”

Advertisement

ส่วนนางรัชนก กันตะกวาง อายุ 42 ปี พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลแพร่ จ.แพร่ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาพร้อมกับคุณแม่และญาติๆ รวม 5 คน เหมารถตู้ออกเดินทางมาจาก จ.แพร่ ตั้งแต่ 18.00 น.ของวันที่ 31 มีนาคม มาถึงสนามหลวงประมาณตี 4 และเข้ากราบถวายสักการะเมื่อเวลา 07.30 น. รู้สึกดีใจและตื้นตันใจมากที่ได้มีโอกาสพาแม่เดินทางมาสักการะในหลวงรัชกาลที่ 9 อยากเดินทางมานานแล้ว แต่โอกาสไม่อำนวย วันนี้เป็นวันหยุดงานตรงกันกับญาติๆ จึงได้พากันเดินทางมา รู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ที่มีพระองค์คอยดูแล พร้อมได้นำคำสอนของพระองค์มาปรับใช้ในด้านการทำงานด้วยความตั้งใจในการดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และด้วยความโอบอ้อมอารีกับผู้ที่มีใช้บริการที่โรงพยาบาล รวมถึงยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ ด้วยการขยันอดทน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งที่บ้านก็ทำสวนปลูกผักไว้กินเอง มีโอกาสก็ทดแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณ

 

นางรัชนก กันตะกวาง (คนกลาง)
นายสุธรรม กันทาแก้ว-ผศ.พรทิพย์ คำดี