เปิดชีวิต พนง.สอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ปีหนึ่งรับ 500 คดีต่อคน ทำป่วยซึมเศร้ารุนแรง เครียดทั้งโรงพัก
สภ.รัตนาธิเบศร์ – จากกรณี สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ประสบปัญหาในการทำงานหลังพบว่าปริมาณงานกับกำลังพลที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกัน จนทำให้งานสอบสวนของโรงพักล้นเกินกำลังของพนักงานสอบสวน กลายเป็นความเครียดสะสมก่อนป่วยเป็นโรคซึมเศร้ากันหลายราย บางรายถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย จนสำนักงานตำรวจมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก หนึ่งในพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ที่มีอาการป่วย มีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ อยากทำร้ายตัวเอง กินไม่ได้
โดยแพทย์จากกลุ่มงานจิตเวช สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลตำรวจประเมินว่า มีภาวะซึมเศร้ารุนแรงและมีอาการโรคจิต ซึ่งพนักงานสอบสวนรายนี้มีอายุเพียง 28 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีพนักงานสอบสวนอีก 3 รายมีอาการป่วยเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งหัวหน้างานสอบสวนและตัวผู้กำกับสถานีเองก็มีภาวะเครียดจากสถานการณ์นี้
จากการสอบถาม พนักงานสอบสวนคนนี้ทราบว่า ตนเริ่มทำงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ก็พอทำได้ แต่จากการที่ตนมีอาการป่วยซึมเศร้ามาก่อน ทำให้งานสอบสวนดูยากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเย็นที่รับคดีแล้วมีอาการดิ่งลงจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ หลังมีอาการตนได้ปรึกษาหัวหน้างานว่าตนมีอาการป่วย หัวหน้างานได้เข้ามาช่วยในเรื่องทำคดี และตนสามารถเข้าไปปรึกษาในส่วนงานที่ติดขัดได้
“วันนี้แพทย์นัดตรวจเนื่องจากแพทย์แจ้งว่าตนมีอาการแย่ลง มีทั้งความเครียดร่วมกับซึมเศร้า พอมาเจองานสอบสวนที่มีความเครียดเลยทำให้อาการแย่ลง ถ้ามีพนักงานสอบสวนมาช่วยอาการป่วยอาจดีขึ้น ซึ่งแพทย์แนะนำให้ตนลาออก ตนอยากได้คนมาช่วยทำงานที่สถานีตำรวจมากขึ้น เพื่อให้พนักงานสอบสวนทำงานได้ดีขึ้น เพราะปัญหาตอนนี้ปริมาณงานมีมาก แต่พนักงานสอบสวนมีไม่เพียงพอ” พนักงานสืบสวนกล่าว


ด้าน พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมของทั้งโรงพักกำลังพลขาดไปประมาณครึ่งหนึ่งจากอัตราที่อนุญาต โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนขาดมากที่สุดจนถึงขั้นวิกฤต ซึ่ง สภ.รัตนาธิเบศร์ต้องมีพนักงานสอบสวน 29 นาย แต่มีนายตำรวจที่เข้าเวรทำงานจริงเพียง 11 นาย มีพนักงานสอบสวนป่วย 4 นาย หลังจากเห็นว่าพนักงานสอบสวนป่วย 1 คนที่มีอาการรุนแรง พอพนักงานสอบสวนป่วยประสิทธิภาพในการทำงานบริการประชาชนได้ไม่ทั่วถึง
อาการที่ตนเห็นพนักงานสอบสวนป่วยเนื่องจากเห็นปริมาณคนมาแจ้งความเกินกว่า 100 คน พนักงานสอบสวนบางคนเก็บตัวจนผิดปกติ ตนจึงได้ติดต่อจิตแพทย์มาตรวจ ซึ่งตนเห็นลูกน้องที่ทำงานอยู่ หลังจากประชาชนมาแจ้งความ บางช่วงตนจะเห็นพนักงานสอบสวนเอาหัวเข้าหากำแพง มีอาการเครียดมากจนตนเป็นห่วง
พ.ต.อ.พิสุทธิ์กล่าวอีกว่า ตามอัตรากำลังพนักงานสอบสวนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ พนักงานสอบสวน 1 คน รับคดีได้ 70 สำนวนต่อคนต่อปี ปัจจุบันที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ เฉลี่ยพนักงานสอบสวนรับคดีประมาณ 200 กว่าสำนวนต่อคนต่อปี ไม่รวมคดีออนไลน์ ซึ่ง ถ้ารวมคดีออนไลน์ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ถือว่าเป็นอันดับ 5 ของประเทศ รับประมาณเกือบ 4,000 คดีต่อปี คิดเป็นต่อพนักงานสอบสวนประมาณ 500 คดีต่อคนต่อปี
ที่นี่มีปัญหามาตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ตนได้ส่งเรื่องรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อหาทางแก้ปัญหาขอกำลังสนับสนุน ตนเองก็เครียด ลูกน้องก็เครียด เพราะเวลาเกิดปัญหาตนก็ต้องรับผิดชอบตามลูกน้อง ส่งผลให้เกิด ตามอัตรากำลังพลทั้งสถานีต้องมี 223 นาย ปัจจุบันมี 150 นาย ส่วนที่ขาดไม่มีการบรรจุมาให้ เป็นอัตราว่าง เป็นปัญหาหลักที่อัตรากำลังพลไม่เหมาะสมตามที่เปิดไว้

พ.ต.อ.พิสุทธิ์กล่าวว่า ตั้งแต่ตนรับตำแหน่งที่นี่ พบปัญหาเรื่องพนักงานสอบสวนไม่เพียงพอ และได้ทำรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นแล้วเพื่อขอเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันลูกน้องมีอาการป่วยแย่ลง ตนก็เครียดไม่สามารถบริการประชาชนได้ ทำให้เกิดปัญหาในด้านอื่นๆ ตามมา ประชาชนไม่พึงพอใจ คดีล่าช้า ตำรวจถูกร้องเรียนตามมา ตนก็ไม่สบายใจอยากทำงานให้มีประสิทธิภาพ บริการประชาชนให้ดีที่สุด
ตอนนี้ตำรวจเองสุขภาพแย่ ตึงเครียดเจ็บป่วย จนถึงมีภาวะฆ่าตัวตาย ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่มาติดต่อราชการ ตนก็มีอาการเครียดแต่ก็ต้องสู้เพื่อลูกน้อง และดูแลประชาชน ซึ่งตนไม่กล้าตรวจสุขภาพจิตกลัวเป็นโรคประสาท
การแก้ปัญหาเรื่องกำลังพลเพื่อช่วยพนักงานสอบสวนแบบเร่งด่วน ต้องสำรวจกำลังพลในภาพรวมทั้งหมด ทั้งระดับโรงพัก ระดับจังหวัด ระดับภาค ดูว่ามีกำลังพลที่ยังไม่มาปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ต้องนำมาปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด แล้วใช้วิธีเกลี่ยกำลังพลไปตามปริมาณงาน เป็นการแก้เฉพาะหน้า
ส่วนการแก้ไขจริงๆ นั้น ต้องรับพนักงานสอบสวนให้ครบตามจำนวนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุมัติกรอบตำแหน่งไว้ จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ได้มีการวิจัยไว้ การบรรจุแต่งตั้งต้องรับพนักงานสอบสวนเข้ามาเต็มอัตรา ดูแลขวัญกำลังใจและสวัสดิการในการทำงานให้มากกว่านี้เพื่อเป็นแรงจูงใจ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาประชาชนจะเกิดประโยชน์สูงสุด




