DSI สอบปากคำ สมชาย วิศวกรผู้จัดการโครงการตึก สตง. สอบเดือดกว่า 8 ชม. ให้การเป็นประโยชน์ ยอมรับ รู้รายละเอียดเอกสารแก้ไขแบบทั้ง 9 ฉบับ
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม จากกรณีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายสมชาย ทรัพย์เย็น วิศวกรผู้จัดการโครงการ ภายใต้กิจการร่วมค้า PKW ในฐานะผู้ควบคุมงาน ซึ่งปรากฏชื่อในการลงนามให้ปรับแก้ Core Lift ตามแบบขยายที่ผู้ออกแบบได้ปรับแก้ ในการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (กองคดีฮั้วประมูล) ศูนย์ราชการ ตามนัดหมาย เพื่อให้ข้อมูลและชี้แจงกระบวนการทำงานในฐานะผู้จัดการโครงการ
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึงผลการสอบสวนปากคำพยานรายสำคัญ นายสมชาย ทรัพย์เย็น วิศวกรผู้จัดการโครงการ ภายใต้กิจการร่วมค้า PKW ในฐานะผู้ควบคุมงาน ซึ่งปรากฏชื่อในการลงนามให้ปรับแก้ Core Lift ว่า วานนี้ (2 พ.ค.) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบปากคำนายสมชายตั้งแต่เวลา 13.30 น. จนถึงเวลา 21.00 น. เป็นเวลากว่า 8 ชม. โดยจากคำให้การชี้แจงของนายสมชาย ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้จัดการโครงการ ถือเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนในคดีอย่างมาก
โดยมีการอธิบายว่า ตามหลักการทำงานก่อสร้างโครงการต่างๆ ย่อมประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม คือ 1.เจ้าของงาน 2.ผู้ออกแบบ 3.ผู้รับเหมาก่อสร้าง และ 4.ผู้ควบคุมงาน ดังนั้น กรณีเฉพาะในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ควบคุมงาน ย่อมมีการพูดคุยประสานงานกัน เพราะถ้าหน้างานการก่อสร้างมีปัญหาอะไร ก็ต้องแจ้งมายังผู้ควบคุมงาน
และเนื่องด้วยผู้ควบคุมงาน บทบาทก็คือการรับจ้างทำหน้าที่ควบคุมงานให้กับผู้ว่าจ้าง (สตง.) ฉะนั้น การเซ็นชื่อลงนามในเอกสารการควบคุมงานก่อสร้าง (แก้แบบตึก สตง.) เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่ตนไม่ได้ถือเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด อีกทั้งการจะแก้ไขแบบได้ก็ต้องมีการถูกตรวจพบก่อนว่าเหตุใดในการออกแบบเพื่อจะนำไปสู่การก่อสร้าง จึงต้องมีการแก้ไขแบบก่อน ซึ่งก็ต้องเสนอตามลำดับชั้น ทางผู้ว่าจ้างเองก็ต้องรับทราบเพื่อให้การอนุมัติ จึงได้มีการก่อสร้างตามแบบที่ปรับแก้ไขให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และระหว่างการก่อสร้างนั้น ก็ต้องมีการควบคุมงาน เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปตามแบบที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ นายสมชายยอมรับว่า รู้รายละเอียดเอกสารแก้ไขแบบทั้ง 9 ฉบับ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องรับทราบตามการทำงานอยู่แล้ว
สำหรับการแก้ไขผนังปล่องลิฟต์ (Core Lift) และผนังรับแรงเฉือน (Core Wall) หรือส่วนใดก็ตาม นายสมชายให้ข้อมูลว่า ทุกคนภายใต้สัญญาโครงการต้องรับรู้รับทราบหมด เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวกฎหมาย อาทิ กรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์บางจุดเกิดขึ้นในช่วงการบริหารสัญญาระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างก่อสร้าง พบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน กล่าวคือ ขนาดของผนังปล่องลิฟต์บริเวณทางเดินเมื่อรวมกับวัสดุตกแต่งตามแบบ (หินแกรนิต) ทำให้ทางเดินมีความกว้างไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันหลายฝ่าย ต้องร่วมกันพิจารณา มิใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจตัดสินใจทั้งหมด
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยอีกว่า กรณีของนายสมชาย มีเอกสารเกี่ยวข้องจำนวนมากที่ต้องลงนามเซ็นรับรอง ไม่เพียงแต่เอกสารการปรับแก้แบบ แต่ด้วยความที่เจ้าตัวคือ ผู้จัดการโครงการก่อสร้าง จึงจะมีพนักงานคอยเตรียมเอกสารให้เซ็น อาทิ แบบรายงานการควบคุมงานก่อสร้างประจำสัปดาห์ และแบบรายงานการควบคุมงานก่อสร้างประจำเดือน เป็นต้น
ทั้งนี้ กรณีของนายสมชาย ทรัพย์เย็น และนายสมเกียรติ ชูแสงสุข ประธานคลินิกช่าง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกแอบอ้างชื่อและปลอมลายเซ็นเป็นผู้ควบคุมงานตึก สตง. ภายใต้กิจการร่วมค้า PKW นั้น นายสมชายได้ให้การว่า ไม่เคยเจอนายสมเกียรติที่ไซต์งานก่อสร้าง อีกทั้งระหว่างบทบาทของนายสมชาย กับนายสมเกียรติ หากดูตามตำแหน่งในเอกสาร ก็ดูแลรับผิดชอบกันคนละส่วน เพราะนายสมชายคือ ผู้จัดการโครงการ หากมีปัญหาใดในระหว่างการก่อสร้างก็ต้องเข้าไปตรวจสอบ
ส่วนประเด็นที่นายสมเกียรติ ซึ่งถูกแอบอ้างชื่อและปลอมลายเซ็นเป็นผู้ควบคุมงานตึก สตง. ในเรื่องนี้จะทำให้เห็นความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ 1.เจ้าของลายเซ็นที่ถูกปลอมในเอกสารถือเป็นผู้เสียหาย และ 2.สตง. ในฐานะที่ถูกนิติบุคคลนำลายเซ็นในเอกสารมาใช้ ดังนั้น ปัจจุบันเรื่องการถูกปลอมลายเซ็นทั้งกรณีของนายสมเกียรติและพยานวิศวกรรายอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการส่งตรวจพิสูจน์เรื่องลายเซ็น เพื่อใช้พิจารณาความผิดทางคดีอาญาต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายว่า จากรายงานของกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) พบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ได้คว้างานรับเหมาช่วงในโครงการหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จำนวนมูลค่าเกือบ 600 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวคือ รพ.ตำรวจ โดยเป็นการรับเหมาช่วงมาจากบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ

