วิระ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุมงานก่อสร้าง เข้าให้ข้อมูลดีเอสไอ มอง 3 ประเด็นสำคัญกรณีตึก สตง.ถล่ม สาเหตุการแก้ไขสัญญาทั้ง 9 ครั้ง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ กคร. หรือกองคดีฮั้วประมูล ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายวิระ เรืองศรี ผู้จัดการบริษัท 3117 บิม เมเนจเม้นท์ จำกัด (3117 BIM Management) เปิดเผยถึงการเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้ข้อมูลเรื่องโครงสร้างตึก สตง. และให้ข้อสังเกตจุดวิบัติของตึก สตง. เนื่องด้วยนายวิระเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการควบคุมงานก่อสร้าง การออกแบบก่อสร้าง การให้คำปรึกษาการก่อสร้าง มีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบบจำลองข้อมูลอาคารด้วยโปรแกรม BIM (Building Information Modeling)
นายวิระเปิดเผยว่า วันนี้ได้ให้ข้อสังเกตกับดีเอสไอใน 3 ประเด็น คือ 1.เหตุของการแก้ไขสัญญา จำนวน 9 ครั้ง 2.ประเด็นเชิงวิศวกรรม การตั้งข้อสังเกตของโครงสร้างอาคาร และ 3.ประเด็นที่มาของผู้ออกแบบ วิศวกร และผู้ควบคุมงาน ซึ่งในการแก้ไขแบบสัญญาทั้ง 9 ครั้ง ต้องเน้นไปที่การแก้ไขแบบครั้งที่ 4 เพราะเป็นการแก้ไข Core Lift (การแก้ไขผนังปล่องลิฟต์) ผนังรับแรงเฉือน และส่วนควบอื่นๆ ทั้งหมด ทั้งการแก้ไข Core Wall ส่วนอาคาร A ชั้น B1-3 คือการแก้คานที่งานระบบเดินไม่ผ่าน จึงต้องแก้คานด้วย ดังนั้น การแก้ไขผนังปล่องลิฟต์จึงมีตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงหลังคา (Rooftop)

นายวิระกล่าวว่า สาระสำคัญของสัญญาการแก้ไขแบบทั้ง 9 ครั้งมีสำคัญอยู่แค่ครั้งเดียวคือครั้งที่ 4 จึงทำให้ส่วนที่เหลือเป็นการแก้ไขเรื่องตัวเลข ตัวเงิน การขยายสัญญา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการแก้ไขแบบ อาทิ การแก้ไขแบบครั้งที่ 1 คือการลดเสาเข็มต้นหนึ่งของบ่อถังน้ำชั้นใต้ดินที่ไม่ได้มีผลต่ออาคาร เพียงแค่จำนวนเข็มเกิน ส่วนการแก้ไขครั้งที่ 2 คือการเปลี่ยนฝ้าเพดานอาคาร เป็นต้น ทั้งนี้ มองว่าการแก้ไขสัญญาคือการเอื้อให้ผู้รับเหมาหรือไม่ เพราะมีการแก้ไขกิจกรรมงวดงานและมูลค่างาน
“ดังนั้น ในบรรดางานแก้ไขสัญญา 9 ครั้ง มีการแก้ไขเกี่ยวกับสัญญาการก่อสร้างเพียงครั้งเดียว คือครั้งที่ 4 ขณะที่เหลือคือสัญญาการแก้ไขงวดงาน แก้ไขขยายสัญญา แก้ไขแผนงาน แก้ไขสัญญาเป็นศูนย์ค่าปรับเป็นศูนย์ อาทิ ครั้งที่ 7 กับครั้งที่ 8 คือการแก้ไขสลับกิจกรรมในงวดงาน ซึ่งสามารถใช้ดูได้ว่าเป็นการเอื้อให้ผู้รับเหมาสามารถเบิกงวดงานได้หรือไม่
ยกตัวอย่าง เช่น มีอยู่ 10 เรื่อง ผู้รับเหมาดำเนินการเสร็จ 5 เรื่อง แต่เลื่อนเอา 5 เรื่องออกไปก่อน แล้วให้ผู้รับเหมาที่ทำเสร็จ 5 เรื่องเบิกเงินไปก่อนหรือไม่ นอกจากนี้ ผมยังตรวจสอบพบว่าสัญญาเริ่มเมื่อวันที่ 30 พ.ย. แต่พอผ่านไป 501 วัน กลับมีการมาแก้ไขสัญญาครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการลดเสาเข็มบริเวณงานชั้นใต้ดิน ทั้งที่ผ่านไปแล้ว 500 วัน ซึ่งมันก็เป็นคำถามต่อว่าแล้วก่อนหน้านี้ทำอะไรกันอยู่ รวมถึงจ่ายเงินเดือนให้ผู้ควบคุมงานไปกี่เดือนแล้ว แต่ผู้รับเหมาเพิ่งมาทำงานตอกเสาเข็ม” นายวิระกล่าว
นายวิระเปิดเผยอีกว่า สำหรับกรณีที่กฎกระทรวง ออกตาม พ.ร.บ.การควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีการระบุว่า ทางเดินต้องมีระยะไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร แต่มันแก้ 2 จุด คือ 2.10 เมตร กับ 1.50 เมตร ซึ่ง 1.50 เมตร ต้องขยายให้ได้ 1.60 เมตร เนื่องจากต้องเป็นผิวกระเบื้องข้างละ 5 ซม. ซึ่งจากเดิม 2.00 เมตร ก็ขยายเป็น 2.10 เมตร เพราะมีฟินิชชิ่งอยู่หน้าห้องน้ำอีกประมาณ 7-8 ซม. จึงได้เป็น 2.10 เมตร คำถามคือ 1.50 เมตร ขยายเพื่อให้มันสอดคล้องกับกฎหมาย แล้ว 2.10 เมตรนี้ขยายเพื่ออะไร ในเมื่อกฎหมายไม่ต้องการก็ไม่จำเป็นต้อขยายก็ได้ เพราะเป็นทางเดินอยู่หน้าห้องน้ำ จึงสงสัยว่าทำไมต้องขยายเป็น 2.10 เมตร แต่เมื่อไปดูแบบ กลับพบว่าตรงนั้นคือลิฟต์ของผู้บริหาร เป็นกระเบื้องหินแกรนิตที่มองแล้วหรู จึงสงสัยว่าจะเพิ่มเป็น 2.10 เมตรทำไม
นายวิระกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการล็อกสเปกปล่องลิฟต์ของผู้ออกแบบ ทำให้ลดผนังปล่องลิฟต์ไม่ได้ ทั้งที่มันลดได้ เพราะถ้าลดผนังปล่องลิฟต์ข้างละ 5 ซม. อย่างไรก็ใส่ลิฟต์ได้อยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าในครั้งแรกของการออกแบบ ผู้ออกแบบจะมีการเลือกรุ่นลิฟต์ ขนาดลิฟต์ ยี่ห้อลิฟต์ไว้ ซึ่งใน TOR (รายการประกอบแบบลิฟต์) ที่ผู้รับจ้างเป็นผู้ซื้อลิฟต์ ต้องซื้อยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ แบรนด์นี้ ขนาดปล่องเท่านี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ต้องไปดูต่อว่าเป็นการล็อกสเปกลิฟต์หรือไม่ว่าต้องเป็นยี่ห้อนี้เท่านั้น หรือลิฟต์แก้ไขอะไรไม่ได้เลย หรือเพราะสาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้ลดไม่ได้
นายวิระกล่าวถึงการเซ็นชื่อรับรองในเอกสารการแก้ไขแบบว่า หากเป็นงานสถาปัตย์จะต้องมีวุฒิสถาปนิกเป็นผู้เซ็นรับรองด้วย แต่ถ้าเป็นงานโครงสร้างจะต้องเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงาน เพราะเป็นไปตามข้อกำหนดของ สตง.ที่ระบุว่าแบบที่ผู้ออกแบบรับรองนั้น ให้รับรองร่วมโดยผู้ออกแบบควบคุมงาน (กิจการร่วมค้า PKW) ฉะนั้น ถ้าผู้ออกแบบโอเค กิจการร่วมค้า PKW จึงต้องหาวุฒิวิศวกรมาตรวจแบบ ซึ่งการเซ็นลงลายมือชื่อคือ การตรวจว่าตรงกับที่ผู้ออกแบบต้องการหรือไม่ เพราะผู้ออกแบบคือคนตรวจรอบแรก แล้วถ้าผู้ออกแบบตรวจรอบแรกโอเคก็ส่งให้มีการแก้ไข แต่ก่อนที่จะส่งให้ผู้รับเหมาก่อสร้างก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเงื่อนไขของ สตง. ว่าแบบทุกครั้งก่อนจะส่งให้ผู้รับเหมา ต้องหาวุฒิมาตรวจแบบก่อน
นายวิระเปิดเผยอีกว่า ส่วนเรื่องวิศวกรรมโครงสร้าง คือเรื่องฐานราก ทำไมด้านหลังของตึก สตง.ทรุดจุดแรก ซึ่งมันมีการแก้ไขตัวฐานรากเพิ่มเติม จากแบบตามสัญญา เพราะมันมี 2 แบบ คือแบบตามสัญญาและแบบแก้ไข แต่ทางผู้รับเหมาก็ทำให้มันดีขึ้น ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเขา นอกจากนี้ แบบในการเสริมเหล็กผนังอาคาร 3 ชั้นของลานจอดรถ สตง. มีการใส่เหล็กทุกเสา ไม่มีแตก และการเสริมเหล็กอาคาร 30 ชั้น เหล็กเล็ก มีความแตกต่าง อาจเป็นผู้ออกแบบคนละคน ซึ่งพบว่าเป็นคนละคนจริงๆ แต่สามารถทำได้ เพราะคนละตึกกัน อย่างไรก็ตาม มันคือความบกพร่องอย่างหนึ่งของอาคาร 30 ชั้น ต้องดูว่าการเสริมเหล็กถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องไปดูที่การคำนวณ
นายวิระระบุว่า ส่วนที่ว่าทำไมอาคารเอียงไปอีกฝั่ง สไลด์ไปข้างหลัง ซึ่งก็จะสอดคล้องกับปล่องลิฟต์มัดนั้นมันอ่อน อาคารเลยไม่เซหรือทรุดลงตรงๆ และหากดูตามภาพในไซต์งานจะมีเสา 5 ต้น ของชั้น 19 เรียงในหลุมลิฟต์เป็นแถว เรียงปักทิ่มดิน นี่คือบทพิสูจน์ว่าอาคารมันสไลด์ไปข้างหลัง จึงทำให้เสาชุดนี้ขาดขาดแล้วก็ไหลตรงๆ เพราะปล่องลิฟต์โล่ง เสาจึงเรียงตามภาพ

นายวิระกล่าวด้วยว่า ภายหลังจากคณะพนักงานสอบสวนเร่งดำเนินการสอบสวนขยายผลในคดีนอมินี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงตรวจสอบกระบวนการการได้มาซึ่งสัญญา 3 ฉบับ ได้แก่ สัญญาการรับเหมาก่อสร้าง, สัญญาการออกแบบ, สัญญาการควบคุมงาน ของโครงการก่อสร้างอาคาร สตง.แห่งใหม่ โดยมีการออกหมายเรียกพยานเชิญกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทต่างๆ และรายชื่อบุคคลที่มีอำนาจรับผิดชอบภายใต้สัญญานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการบริษัทของสัญญารับเหมาก่อสร้างอย่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กรณีเป็นกิจการร่วมค้ากับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด หรือในส่วนกรรมการบริษัทของสัญญาการออกแบบ อย่างบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด กรณีเป็นกิจการร่วมค้ากับบริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด
นายวิระกล่าวต่อว่า และในส่วนของกรรมการบริษัทของสัญญาควบคุมงาน อย่างกิจการร่วมค้า PKW อันประกอบด้วย 1.บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด 2.บริษัท ว. และสหายคอลซัลแตนตส์ จำกัด 3.บริษัท เคพี คอนชัลแทนส์ จำกัด รวมไปถึงการสอบปากคำพยานวิศวกรภายใต้กิจการร่วมค้า PKW ทั้ง 38 รายที่มีรายชื่อและลายเซ็นปรากฏในเอกสารการควบคุมงานก่อสร้างตึก สตง. สรุปรวมได้ว่าถูกปลอมลายเซ็นควบคุมงาน 30 ราย และยอมรับว่าเซ็นควบคุมงานจริง 8 ราย ทั้งนี้ เมื่อการสอบสวนได้รายละเอียดมาพอสมควรแล้ว เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน ติดตามอัพเดตความคืบหน้าทางคดีในวันอังคารที่ 6 พ.ค. เวลา 13.00 น. ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เพื่อจะได้กำหนดกรอบเวลาในการสรุปสำนวนคดีส่งให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ ภายในระยะเวลาการฝากขังผู้ต้องหากลุ่มแรก (3 นอมินีไทย และนายชวนหลิง จาง) ในช่วงผัดฝากขังที่ 1-3 เพื่อให้อัยการได้มีเวลาตรวจสอบสำนวนก่อนส่งไปยังศาลอาญารัชดาภิเษก
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยอีกว่า สำหรับประเด็นที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะใช้ในการติดตามความคืบหน้าทางคดี ได้แก่ คำให้การของพยานวิศวกรซึ่งถูกแอบอ้างชื่อและถูกปลอมลายเซ็นควบคุมงานก่อสร้างตึก สตง. การลงพื้นที่เก็บพยานหลักฐานบริเวณไซต์งานก่อสร้างตึก สตง. การพิจารณาพฤติการณ์ฐานความผิดตามกฎหมายฮั้วประมูล หรือ พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 โดยเฉพาะเรื่องการประมูลงานโครงการ และการควบคุมงานก่อสร้างโดยกิจการร่วมค้า PKW เนื่องด้วยดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนขยายมาต่อเนื่อง จึงได้เชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง การควบคุมงานก่อสร้าง การให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรมโครงสร้างมาให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในการนำเข้าสำนวนคดี ทำให้วันนี้ได้เชิญนายวิระมาให้ข้อมูลเรื่องโครงสร้างตึก สตง.ถล่ม และข้อสังเกตจุดวิบัติของตึก สตง. เนื่องด้วยนายวิระเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการควบคุมงานก่อสร้าง การออกแบบก่อสร้าง การให้คำปรึกษาการก่อสร้าง มีประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบบจำลองข้อมูลอาคารด้วยโปรแกรม BIM (Building Information Modeling)
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า โดยนายวิระมีการตั้งข้อสังเกตในส่วนที่พบเห็นจากวิดีโอตึก สตง.ถล่มลงวันที่ 28 มี.ค.68 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานราก เรื่องผนังปล่องลิฟต์ การแก้ไขผนังปล่องลิฟต์ วิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมจึงต้องมีการแก้ไขแบบ เนื่องด้วยเห็นความเชื่อมโยงของเสา 2 ต้นของตัวอาคารที่มีการวิบัติพัง จึงเชื่อได้ว่าเสา 2 ต้นนี้อาจคือจุดวิบัติของตัวอาคาร

