แม่ยายญาติ ตร.ใหญ่ร้อง’ศานิตย์’ติดใจการตายลูกสาวตกตึก 11 ปีก่อน หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง’เขย’

3.04.17 | 13:58 น.

เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พ.ต.อ.คมศักดิ์ สุมังเกษตร รอง ผบก.น.2 และ พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจากนางสาย ยางเยี่ยม อายุ 73 ปี นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ทนายความ หลังติดใจการเสียชีวิตของนางภัสรัชต์ โชตเศรษฐ์ บุตรสาว ของนางสาย หลังจากที่นายนุกูล โชตเศรษฐ์ สามี และ น.ส.ศิริ สมวงศ์ ภรรยาเก่าของนายนุกูล แจ้งกับพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ว่านางภัสรัชต์กระโดดตึกฆ่าตัวตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549

โดยนางสายกล่าวว่า ติดใจการให้ถ้อยคำพยานหลักฐานขัดแย้งกับผลการชันสูตรพลิกศพและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนากับสามีเก่าผู้ตายและภรรยาเก่าสามีผู้ตายที่อยู่ในเหตุการณ์คดีดังกล่าวในปี 2556 ที่ผ่านมา

ด้านนายอัจฉริยะกล่าวว่า กรณีที่ติดใจกรณีที่นายนุกูล สามีผู้เสียชีวิต เป็นน้องชาย พล.ต.ท.ดำริ โชตเศรษฐ์ อดีต ผบช.ประสำนักงาน ประสานนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งรอง ผบช.น.ในขณะนั้น พาไปให้การกับพนักงานสอบสวน แต่ทำไมถึงไม่ช่วยเหลือผู้เสียชีวิตระหว่างที่มีการพูดคุยกันพร้อมกับ น.ส.ศิริ อดีตภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียน แต่ให้การว่า เห็นผู้เสียชีวิตตกจากตึก 3 ชั้น ลักษณะคร่อมกำแพง เอามือดันตัวลงไป พร้อมกับได้ช่วยผู้เสียชีวิตผายปอดแล้วเอามือดันซี่โครง แล้วบอกว่าผู้เสียชีวิตกินยาระงับประสาท แต่ผลตรวจสอบไม่พบว่ามีการกินยาระงับประสาทดังกล่าว และลางานให้ผู้เสียชีวิตหลังจากเสียชีวิต 1 วัน พร้อมกับทำลายหลักฐานโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ รวมถึงเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไม่เก็บรอยนิ้วมือแฝง รวมถึงทำไมผู้เสียชีวิตจะฆ่าตัวตายไม่กระโดดแต่นั่งเอาขาคร่อมกำแพง นอกจากนี้ คำให้การของเด็กชายผู้เห็นเหตุการณ์ที่เห็นว่านั่งอยู่บนระเบียง แต่ไม่ได้เห็นตอนตกลงมา แต่พอให้การในชั้นพนักงานอัยการกลับบอกว่าไม่เห็น รวมทั้งผลทางนิติวิทยาศาสตร์เห็นว่าตกจากชั้น 3 ต้องมีบาดแผลที่ขา แต่ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผล มีข้อมือขวาหักและเลือดคั่งที่ปอด และน่าจะมีลักษณะนอนหงายไม่ใช่การนอนตะแคงหันข้าง โดยที่นายนุกูลเป็นผู้พาผู้เสียชีวิตพามาคุยกับ น.ส.ศิริ จึงอยากขอความเป็นธรรมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้การช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีดังกล่าวเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากประเด็นข้อสงสัย

ด้าน พ.ต.อ.มานะกล่าวว่า คดีดังกล่าวอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องและแจ้งให้ทางญาติทราบ แต่ไม่ได้ตัดสิทธิผู้เสียหาย คือทางกฎหมายสามารถฟ้องร้องได้เองตาม ป.วิอาญา ม.34 เมื่อฟ้องเองใช้สิทธิตาม ป.วิอาญา ม.28 (2) ศาลจะต้องดำเนินการนัดไต่สวนมูลฟ้อง เพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องของอัยการตาม ป.วิอาญา ม.162 (1) ต้องป้อนพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไป เพื่อให้มีมูลประทับรับฟ้อง สมมุติศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยศาลก็ตกเป็นจำเลย ต้องสู้คดีกันต่อ ขณะนี้เมื่ออัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในส่วนของตำรวจหมดอำนาจการสอบสวนไป เพราะสำนวนอยู่ในมือของอัยการ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 9/2481 ระบุว่า เมื่ออัยการรับสำนวนพนักงานสอบสวนจะไปทำอะไรในสำนวนไม่ได้ เว้นแต่ต้องทำตามคำสั่งพนักงานอัยการหรือกรณีผู้ต้องหาหลบหนีจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาตาม ป.วิอาญา ม.134 แต่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำได้คือใช้การสืบสวน ตำรวจดำเนินการได้ตลอด สืบสวนตาม ม.2 (4) คือการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำผิด อาจจะทำเป็นหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาสั่งการเพื่อตั้งเป็นคำสั่งคณะพนักงานสืบสวนของกองบังคับการ หรือกองบัญชาการ เพื่อหาค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อไป