เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นพ.มารุต จิรเศรษฐสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์ ร่างพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)(ฉบับที่…) พ.ศ… ครั้งที่ 2 กล่าวว่า หลังจากการประชาพิจารณ์วันที่ 31 มีนาคม และวันที่ 3 เมษายน จะมีการทำข้อสรุปข้อคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้ง 16 ประเด็น ก่อนเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ภายในเดือนเมษายนนี้ จากนั้นนำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมของกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสสส.เพื่อพิจารณาปรับแก้ไขต่อไป ซึ่งจะเชิญ ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. เข้ามาร่วมในกระบวนการจากนี้ด้วย
ทพ.สุปรีดา กล่าวว่า 15 ปี ที่ผ่านมา สสส. มีการทำงานที่ชัดเจน ไม่ใช่กองทุนที่ล้มเหลวเหมือนที่มีการกล่าวหา และถูกประเมินจากหน่วยงานต่างๆ มากมายให้เป็นองค์กรต้นแบบนวัตกรรมทางการเงินเพื่อการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ แต่เข้าใจว่าผู้ที่อาจไม่เคยได้สัมผัสการดำเนินงานของ สสส. อาจใช้หลักกฎหมาย หรือหลักการทางนโยบายมาตัดสินใจ อย่างไรก็ตามตนหวังว่าจะได้มีโอกาสชี้แจง และแสดงเจตนารมณ์ของกองทุนฯ
ด้าน นางทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ตนรับไม่ได้ที่ภาครัฐมีการกล่าวหาว่าการทำงานของ สสส.ไร้ประสิทธิภาพ ขาดซึ่งหลักธรรมมาภิบาล ทั้งที่เห็นอยู่ว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพอย่างไรบ้าง เวทีครั้งนี้เข้าข่ายทฤษฎีสมคบคิดและเป็นเพียงพิธีกรรม ไม่ถูกเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง ซึ่งคนที่ร่างกฎหมายนี้ตั้งโจทย์ผิดมาตั้งแต่ต้น ตนขอตั้งคำถามว่าความคุ้มค่าตรงนี้ใครเป็นคนวัดค่า และความคุ้มค่าที่ว่านั้นคืออะไร องค์กรรัฐที่มีหน้าที่โดยตรง มีองค์กรไหนที่ทำงานคุ้มค่าบ้าง ดังนั้นตนขอวอร์กเอ้าท์ออกจากการประชุมครั้งนี้ และไม่ขอมีส่วนร่วมกับเวทีลักษณะนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการประชาพิจารณ์ในช่วงบ่าย ได้มีการพิจารณาประเด็นแก้ไขใน 16 ประเด็น อาทิ การแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “สร้างเสริมสุขภาพ”, การจำกัดวงเงินงบประมาณ 4,000 ล้านบาท/ปี, การกำหนดแผนการดำเนินงานประจำปีของกองทุน ต้องนำเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบอย่างน้อย 30 วัน, แก้ไของค์ประกอบคระกรรมการกองทุน โดยตัดรองประธานกรรมการฯ คนที่ 2, เป็นประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขดังกล่าว เนื่องจากทำให้เกิดข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการกำหนดแผนการดำเนินงานประจำปีตามมาตรา 16/1 และ 16/2 จะทำให้ สสส. ต้องทำงานในลักษณะเดียวกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ซึ่งทำให้ขาดความคล่องตัวในการดำเนินงาน และขัดกับเจตนารมณ์ในการก่อตั้ง สสส

