สปสช.ถกค่ารักษากรณี ‘เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต’ หากเกินรายการค่าใช้จ่าย ย้ำไม่กระทบผู้ป่วยแน่นอน

3.04.17 | 17:00 น.

เมื่อวันที่ 3 เมษายน  ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) โดยการประชุมครั้งนี้ มีนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสปสช. ซึ่งเป็นการประชุมวันแรกของการรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีการพิจารณาความก้าวหน้าการเตรียมพร้อมของ สปสช.เพื่อรองรับการดำเนินงานโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือโครงการยูเซป

นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า  ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาได้มีการเปิดระบบโปรแกรมการบันทึกข้อมูลเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เพื่อรับข้อมูล การเบิกจ่าย ค่าบริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตของรพ.เอกชนทุกแห่ง ซึ่งสปสช.ทำหน้าที่ประสานข้อมูลทางการเงินเพื่อให้กองทุนนั้นๆ เป็นผู้จ่ายเงินแก่รพ.ผู้รักษาเอง  อย่างไรก็ตาม สปสช. มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน สปสช. เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบ และจะประชุมร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม เกี่ยวกับเรื่องนี้

นพ. พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน  กล่าวว่า  เดิมทีตารางรายการและอัตราค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินวิกฤตตกลงกันที่ 3,358 รายการ แต่ล่าสุดที่หารือเมื่อวันที่ 9   มีนาคม 2560 มีรายการที่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินสีแดงที่ 2,975 รายการ  แต่เพื่อให้โครงการเดินไปได้ รพ.ก็จะรักษาเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ป่วย แต่จะรวบรวมรายการที่นอกเหนือจาก 2.9 พันรายการ และนำเสนอเพื่อปรับปรุงในอนาคต ทั้งนี้ ขอย้ำว่า อะไรที่นอกเหนือจากรายการสีแดงวิกฤตจะไม่เก็บจากคนไข้  เพียงแต่ต้องมาดูว่าคนไข้มีกองทุนอะไรอีกหรือไม่ เช่น  พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งก็ต้องมาพิจารณากันอีกในอนาคต

นพ.โสภณ  กล่าวว่า หากหน้างานว่าเป็นสีแดงฉุกเฉิน ก็ต้องรักษา แต่แม้จะมีราคาเกินกว่านั้นก็เก็บข้อมูลมาก่อน แต่ต้องรักษา และอย่าไปเก็บเงินผู้ป่วย โดยหลังจาก 72 ชั่วโมงก็ส่งต่อไปยังรพ.เจ้าของสิทธิ   ซึ่งกทม.มีรพ.เอกชนมากมาย ทาง สธ.ได้จัดตั้งศูนย์รับส่งกลับ  ซึ่งมี รพ.ราชวิถีกำหนดคิวการรับผู้ป่วยเพื่อส่งกลับรพ.ตามสิทธิ   ทั้งนี้ เบื้องต้น รพ. รับย้ายในส่วนของกทม. มีทั้งหมด 28 แห่ง  สธ.ได้กำหนดเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้กลุ่มที่1 รพ.รัฐขนาดใหญ่ในกทม.ที่สามารถรับผู้ป่วยได้ทุกสาขา มี15แห่งทุกสังกัด ได้แก่ รพ.ราชวิถี  รพ.เลิดสิน รพ.นพรัตนราชธานี รพ.ตากสิน รพ.กลาง รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ รพ.จุฬาลงกรณ์  รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี  วชิระพยาบาล รพ.พระมงกุฏฯ  รพ.ภูมิพลฯ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า รพ.ทหารผ่านศึก และรพ.ตำรวจ กลุ่มที่2 คือ รพ.ใน กทม.ที่รับผู้ป่วยเฉพาะด้านในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข6แห่งได้แก่ รพ.สงฆ์ รพ.เมตตาประชารักษ์ รพ.เด็กหรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  สถาบันประสาทวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันโรคทรวงอก กลุ่มที่3  รพ.ทั่วไปสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตปริมณฑล 7แห่ง ได้แก่ รพ.พระนั่งเกล้า รพ.นครปฐม  รพ.สมุทรปราการ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า รพ.สมุทรสาคร  รพ.ปทุมธานีและสถาบันบำราศนราดูร

นพ.โสภณ กล่าวว่า    สำหรับแนวทางการรับย้ายมีดังนี้ 1.โรงพยาบาลในกลุ่มที่1จะหมุนเวียนรับย้ายผู้ป่วยที่ละรายจนครบรอบแล้วจึงขึ้นรอบใหม่ 2.หากโรงพยาบาลตามคิวไม่สามารถรับย้ายผู้ป่วยได้จนใกล้ครบ72ชั่วโมง  หากเป็นผู้ป่วยเฉพาะทางให้ย้ายไปโรงพยาบาลกลุ่มที่ 2 กรณีไม่ใช่ผู้ป่วยเฉพาะทางให้ย้ายไปโรงพยาบาลในกลุ่มที่3 โดยให้ไปโรงพยาบาลรัฐในปริมณฑลที่ใกล้ที่สุด  โดยโรงพยาบาลที่เข้าร่วมทุกแห่งจะจัดให้มีผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการและจะบริหารจัดการให้พร้อมรับย้ายผู้ป่วยโดยเร็วหลังจากได้รับการประสาน

Advertisement

“ในส่วนข้าราชการสังกัด กลาโหม ตำรวจ มหาวิทยาลัย กทม.และกระทรวงสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลต้นสังกัดรับผิดชอบในการรับย้ายก่อน  สำหรับการรับย้ายผู้ป่วยในสิทธิข้าราชการในส่วนภูมิภาค จากโรงพยาบาลเอกชนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งเป็นโรงพยาบาลรับย้าย ซึ่งไม่น่าจะมีความยุ่งยากซับซ้อนเหมือนในเขต กทม. “นพ.โสภณ กล่าว