“หมอล็อต”ชี้พฤติกรรมสุดอันตรายตะโกนยั่วทำช้างหงุดหงิด เผยโชคดีที่รอดเจอ“พี่โยโย่”ขาเหวี่ยงเบอร์ 1 ขอนักท่องเที่ยวเชื่อฟังกฎระเบียบ ชี้หากเกิดอันตรายก็โบ้ยความผิดให้ช้าง ทั้งที่คนเป็นตัวกระตุ้น พร้อมวอนใช้คำสุภาพเรียกช้างป่าสัตว์คู่บ้านคู่เมือง
จากกรณีโลกโซเชียลแชร์คลิปนักท่องเที่ยวขับรถเก๋งสีขาว พยายามแกล้งช้างป่าอุทยานฯเขาใหญ่ ด้วยการตะโกนยั่วยุให้ช้างโกรธจนวิ่งไล่ ก่อนจะขับรถหนีแล้วนำมาโชว์ในโลกโซเชียล
เมื่อวันที่ 3 เมษายน น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หรือหมอล็อต นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อคลิปดังกล่าวปรากฏในโลกโซเชียล เราจะเห็นได้ว่าคนเข้ามาตำหนิติเตือนเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมาก ไม่มีใครชื่นชมเลย เป็นตัวชี้วัดการทำงานเชิงรุกของกรมอุทยานฯ ซึ่งนายธัญญาได้สั่งการให้ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวและประชาชนในเรื่องการดูแลสัตว์ป่ามาโดยตลอด อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากคนส่วนน้อยมากที่มีพฤติกรรมเหมือนที่ปรากฏในคลิป ซึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้หรือคึกคะนอง โดยมีพฤติกรรมตะโกนส่งเสียงดังท้าทายช้าง ซึ่งปกติช้างรับเสียงได้ความถี่ต่ำ ในระดับ 12-24 เฮิรตซ์ ดังนั้นเสียงตะโกนโหวกเหวกท้าทายจึงเป็นเสียงที่มีคลื่นความถี่สูง เป็นการรบกวนช้าง และทำให้พฤติกรรมของช้างเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดได้

“ช้างตัวนี้เจ้าหน้าที่เรียกกันว่าพี่โยโย่ ถือเป็นนัมเบอร์ 1 ในเวลานี้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากที่ผ่านมามีอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กับช้างตัวอื่น และตอบสนองต่อการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ซึ่งจะแสดงอาการหงุดหงิดง่าย ถึงแม้ว่าเคสนี้คนในรถจะไม่ได้รับอันตราย แต่ผลกระทบจะเกิดกับคนที่สัญจรไปมาทีหลัง ไม่ใช่ครั้งนี้คนในรถไม่เป็นอันตรายแล้วจบ แต่ผลกระทบได้เกิดกับสังคมและธรรมชาติแล้ว เพราะพฤติกรรมช้างเปลี่ยน และสิ่งที่ผมกังวลมากกว่านั้น คือในรถมีเด็กอยู่ด้วย เราไม่รู้ว่าตอนนั้นเด็กในรถรู้สึกอย่างไร จะรู้สึกสนุกไปด้วย หรือเกลียดกลัวช้างไปเลย พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเท่ หรือควรนำมาโอ้อวด ขอให้ออกมารับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจสนุกในสายตาผู้ใหญ่ แต่เป็นการทำร้ายเด็กในรถ” น.สพ.ภัทรพลกล่าว
น.สพ.ภัทรพลกล่าวอีกว่า ที่สำคัญการไปกระตุ้นช้างในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานยากลำบากขึ้น เพราะทำให้พฤติกรรมช้างเปลี่ยนแปลง การถ่ายรูปเซลฟี่กับช้างหรือใกล้ชิดสัตว์ป่า บางคนอาจคิดว่าเท่หรือโก้เก๋ แต่ถ้าเกิดอันตรายใครจะรับผิดชอบ การอารักขาดูแลช้างเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ หากเกิดอันตรายก็คืออยู่ในหน้าที่ แต่หากเกิดกับประชาชนหรือนักท่องเที่ยวช้างจะกลายเป็นจำเลยสิ่งแวดล้อม ทุกคนจะโทษว่าช้างทำร้ายคนหรือก้าวร้าว แต่จริงๆ แล้วมีมูลเหตุในการกระตุ้น ขอร้องและวิงวอนว่าอย่าทำเหตุการณ์แบบนี้เด็ดขาด เพราะอุทยานฯมีกฎระเบียบให้ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และขอฝากเรื่องการใช้ถ้อยคำกับช้างป่าด้วย การไปเรียก “ไอ้” หรือใช้คำสนุกปาก เป็นเรื่องไม่เหมาะสม อยากให้ใช้คำสุภาพเพราะช้างเป็นสัตว์ชั้นสูงคู่บ้านคู่เมือง อยากให้ทุกคนเคารพช้างเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การที่ช้างมีภาวะหงุดหงิดเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็ไม่ควรไปกระตุ้น สิ่งที่คอนโทรลและควบคุมได้คือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

