เมื่อวันที่ 4 เมษายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล เป็นวันที่ 119 อาทิ ผศ.ณรงค์พันธุ์ รัตนปนัดดา และครอบครัว พ.อ.หญิง อภิวรรณ สันติธรรม บริษัท รุ่งนภา กรุ๊ป จำกัด พร้อมบริษัทในเครือ เทศบาลนครปากเกร็ด องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี บริษัท เฮลท์แลนด์ 2007 จำกัด บริษัท ดับบลิว.พี.เอส.เอ็น. จำกัด นายธงชัย ชัยรุ่งเรืองและคณะ โรงเรียนในเครือบดินทรเดชา โรงเรียนพิมายวิทยา สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 สถาบันวิทยาลัยชุมชน สายการบิน เอทิฮัด แอร์เวย์ส กลุ่มบริษัท สีเบเยอร์ บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เคเมท คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท มิตซูบิชิ เทอร์โบชาร์จเจอร์ เอเชีย จำกัด กลุ่มบริษัทอีวาย บริษัท ดราก้อนบอล อิงค์ จำกัด ผู้บริหารกลุ่มบริษัทนานมี ร่วมเป็นเจ้าภาพ
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 3 เมษายน หลังสำนักพระราชวัง หลังปิดเวลา 21.00 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 24,822 คน รวม 152 วัน มี 5,840,315 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,529,352.75 บาท รวม 152 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 481,137,725.76 บาท
เวลา 10.30 น. นางวีรวรรณ เวศอุไร ผู้อำนวยการระดับสูงสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 153 ประชาชนที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาต่อแถวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน
น.ส.ธฤตา บุญเต็มพิทักษ์ อายุ 25 ปี นักศึกษาเพิ่งเดินทางกลับมาจากศึกษาต่อในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เดินทางมาพร้อมคุณแม่นางละออ รามประเสริฐ อายุ 50 ปี ประกอบอาชีพค้าขายย่านเจริญกรุง กล่าวทั้งน้ำตาว่า ครั้งแรกที่ทราบข่าวว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต รู้สึกเสียใจมาก รวมถึงคนไทยที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์ด้วยก็ออกมาร่วมรำลึกและถวายความอาลัยที่ใจกลางเมือง ตนคิดว่าน่าจะเป็นคนไทยที่อยู่ในซิดนีย์ทั้งหมดเพราะในวันนั้นคนเยอะมาก ทุกคนต่างร้องไห้และกอดกันภายใต้บรรยากาศในวันนั้นเป็นไปอย่างเงียบสงัด ต่อมาภายหลังได้เรียนจบแล้วก็รีบเดินทางกลับมาประเทศไทยและทราบข่าวทางสำนักพระราชวังเปิดให้สักการะพระบรมศพ จึงชวนคุณแม่มายังท้องสนามหลวงทันที
“อยากบอกว่าแม้เป็นคนรุ่นใหม่แต่ก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก และภาคภูมิใจและกล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นคนไทยและมีในหลวงที่รักคนไทยมาก ส่วนคำสอนที่นำมาใช้คือเรื่องของความพอเพียง เป็นคำสอนที่ใช้จริง เพราะขณะอยู่ต่างประเทศค่าครองชีพค่อนข้างสูง หากไม่ประหยัดและพอเพียงก็อยู่ไม่ได้ และอยากบอกคนไทยว่า แท้จริงแล้วไม่ว่าตัวตนของแต่ละคนจะอยู่ที่ไหน แต่หากขึ้นชื่อว่าเป็นคนไทย ทุกคนต้องรักในหลวงอย่างแน่นอน ซึ่งในปลายปีนี้ตนก็จะมาร่วมถวายพระเพลิงอย่างแน่นอน” น.ส.ธฤตากล่าว
ส่วนคุณแม่นางละออ กล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9ทรงสอนถึงเรื่องความประหยัด มัธยัสถ์อยู่เสมอ สิ่งนี้เองที่ตนได้นำมาลูกโดยตลอดและลูกก็นำไปปฎิบัติใช้ ส่วนตนก็ยึดเรื่องความซื่อสัตย์ อย่างตนประกอบอาชีพค้าขาย ตนก็ยึดหลักการค้าขายอย่างสุจริตและไม่เอาเปรียบลูกค้าเป็นสำคัญ

นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เปิดเผยความรู้สึกภายหลังร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพในช่วงเช้า ว่า วันนี้ทางคณะรู้สึกซาบซึ้งมาก เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่มีต่อประชาชน อีกทั้งทางคณะของตนซึ่งเป็นข้าราชการก็ได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสที่มีให้หน่วยงานข้าราชการ คือ ให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันและนำโครงการพระราชดำริมาปรับใช้ให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้น้อมนำมาใช้ในการดำเนินงานของเทศบาลนครปากเกร็ด และพยายามถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชนเทศบาลปากเกร็ดให้พวกเขานำมาใช้สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี

นางอัมพร ธรรมดา อายุ 56 ปี อาชีพแม่บ้าน เดินทางมาจากบ้านโนนเมือง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เพื่อตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลวชิระ แล้วถือโอกาสเข้ามาสักการะพระบรมศพสักครั้งในชีวิต เมื่อได้เข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหล แม้จะไม่เคยได้เฝ้าฯ รับเสด็จสักครั้ง แต่ก็ติดตามการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านข่าวทางโทรทัศน์ทุกๆ วัน ทำให้ได้รู้ว่า พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนคนไทยมากเหลือเกิน และตรงนี้เองที่ทำให้ตัวเองแต่รักพระองค์มาก รักในทุกๆ สิ่งที่เป็นในหลวงรัชกาลที่ 9
“พี่ชายและหลานชายเป็นทหาร มีโอกาสได้ถวายงานพระบรมวงศานุวงศ์ ตัวเองเคยอาศัยอยู่กับพี่ชายก็พลอยได้ซาบซึ้งผ่านการทำงานของคนในครอบครัว กระทั่งพี่ชายเกษียณอายุราชการเมื่อหลายปีก่อน จึงพากันกลับไปอาศัยที่บ้านเกิด ทำนาเสร็จก็ปลูกผักเก็บไว้กินเองบ้างเหลือส่งขายที่ตลาดบ้าง ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องการนำเอาปุ๋ยอินทรีย์มาใช้แทนปุ๋ยเคมี ทำให้สุขภาพพลานามัยของคนใน ครอบครัวแข็งแรงไม่มีใครเจ็บป่วยเลย แม้เป็นขอปฏิบัติเล็กๆ อยๆ แต่ก็ส่งผลดีอย่างที่พระองค์ท่านทรงสอนจริงๆ” นางอัมพรกล่าวด้วยความปลื้มปิติ





