เปิดที่มา มติก.ต.ไล่ออก 1 ท่านเปา ให้ออกอีก 2

21.05.25 | 14:38 น.

เปิดเหตุผล ก.ต.ไล่ออก 1 ท่านเปาให้ออกอีก 2 รายเหตุ ถอนหมายจับ-พิพากษาเกินเลย-ให้ประกันไม่ชอบ พบเงินเข้าบัญชีเเจงไม่ได้ ส่ง ปปช.ดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการ ครั้งที่ 13/2568 มีวาระที่น่าสนใจคือการพิจารณาผลการสอบสวนวินัยลงโทษผู้พิพากษาจำนวน 3 ราย

โดยรายเเรก ก.ต.ได้พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมไม่สุภาพ ไม่สำรวมกิริยามารยาท และเข้าไปก้าวก่ายแทรกแชงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น อันเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการกรณีเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เห็นควรให้ออกจากราชการ

รายที่สอง พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ทำคำพิพากษาโดยกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความ และไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยว่ามิได้กระทำความผิดโดยไม่ปรึกษาและแจ้งให้องค์คณะและผู้บริหารทราบ เป็นเหตุให้มีการนำคำพิพากษาส่วนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เห็นควรให้ออกจากราชการ

รายที่สาม พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีมีพฤติการณ์เป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ร่วมรู้เห็นเรื่องการขอแลกเปลี่ยนเวร และร่วมขบวนการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งปล่อยชั่วคราวโดยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวขัดต่อกฎหมายอันเป็นดุลพินิจที่ไม่ชอบ และไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรรมของข้าราชการตุลาการ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เห็นควรไล่ออกจากราชการ และมีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการต่อไป

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายเเรกนั้น สันนิษฐานว่าเป็นเหตุการณ์สมัยที่ผู้พิพากษาที่โดนลงโทษเป็นอดีตรองอธิบดีในศาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่เคยถูกร้องให้สอบสวนทางวินัย กรณีเเทรกเเซงเพิกถอนหมายจับ ส.ว.คนดัง

จากมูลเหตุ เดิมคดีนี้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 สารวัตรสืบสวน สน.เเห่งหนึ่ง ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับอดีต ส.ว.ในข้อหาสมคบคิดกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและฟอกเงิน โดยมีพยานหลักฐานจากการสืบสวนเเละการสอบปากคำผู้ต้องหาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงว่ามีการทำธุรกรรมผ่านบริษัทที่ ส.ว.เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงินของนาย นักธุรกิจชาวเมียนมา

แต่ในวันเดียวกันกับที่ศาลอนุมัติหมายจับ สารวัตรสืบสวนคนดังกล่าวได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ศาลให้นำหมายจับและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปพบรองอธิบดีผู้พิพากษาคนดังกล่าวซึ่งภายหลังมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับโดยอ้างว่า ส.ว.คนดังเป็น “บุคคลสำคัญ” และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ต่อมาสารวัตรสืบสวนคนดังกล่าวจึงได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) รวมถึงยังมี ส.ส.ได้ยื่นหนังสือถึง ก.ต. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 เพื่อขอให้ตรวจสอบการเพิกถอนหมายจับดังกล่าว จน ก.ต.มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เสนอมายังอนุกรรมการตุลาการ (อ.ก.ต.) กลั่นกรองทำความเห็นเสนอ ก.ต.

โดยเดิม อ.ก.ต.มีมติเห็นควรว่าผิดวินัยไม่ร้ายเเรงเสนอไปยัง ก.ต.ให้พิจารณาลดขั้นเงินเดือน 2 ปี

เเต่ ก.ต.พิจารณาเเล้วเห็นว่าเป็นเรื่องการเเทรกเเซงเเละเป็นวินัยร้ายเเรง จนสุดท้ายมีมติตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายเเรง

โดยมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2567 ภายหลัง ก.ต.ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายเเรง ก็ได้ประชุมพิจารณาว่าจะสั่งพักราชการผู้พิพากษารายดังกล่าวหรือไม่ และ ก.ต.มีมติ 8 ต่อ 7 เสียง ไม่สั่งพักราชการรองอธิบดีผู้พิพากษา

จนล่าสุด ก.ต.ได้มีมติให้ลงโทษให้ออกผู้พิพากษาระดับรองอธิบดีศาลเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการแทรกแซงการถอนหมายจับ ส.ว.คนดังในคดีฟอกเงินและยาเสพติด

แต่อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญา เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2567 ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้อง นักธุรกิจชาวเมียนมาและพวก รวม 5 คน รวมถึงลูกเขยของ ส.ว.ในคดีสมคบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน โดยศาลชี้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทุกข้อหา และพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยสามารถหักล้างได้ทั้งหมด แต่ในส่วนคดีของ ส.ว.ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยอัยการได้ยื่นฟ้องใน 6 ข้อหา ได้แก่ ฟอกเงินและสมคบค้ายาเสพติด ซึ่ง ส.ว.คนดังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สำหรับรายที่สอง คาดว่าเป็นผู้พิพากษาที่โดนลงโทษเป็นผู้พิพากษารุ่นเดียวกับคนเเรก ซึ่งเป็นคดีที่มีการทำคำพิพากษาเกี่ยวพันกับคดีค้ามนุษย์สถานบริการแห่งหนึ่งเอื้อประโยชน์ให้เสี่ยเเละครอบครัวนำไปร้องขอความเป็นธรรมจนอัยการสั่งไม่ฟ้องลูกเมีย

ซึ่งในช่วงปี 2566 นายชูวิทย์ กมลวิษฎ์ อดีต ส.ส.และเจ้าของอาบอบนวดชื่อดัง เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้อง เสี่ยคนดัง ภรรยา และลูกทำให้ความปรากฏ เเละจนมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ ก.ต.

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า รองอัยการสูงสุดในสมัย นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นอัยการสูงสุด มีการสั่งตามร้องขอความเป็นธรรมของกลุ่มผู้ต้องหาเสี่ยคนดัง เละลูกเมีย
ซึ่งรอง อสส.คนนั้นพิจารณาเเล้วเห็นด้วยกับคำร้องขอความเป็นธรรมว่า เดิมก่อนหน้านี้ทางพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง เสี่ยคนดัง ภรรยาลูก เเละลูกน้องเสี่ยเเต่ในส่วนเสี่ยคนดัง ภรรยาเเละลูกหลบหนีออกนอกประเทศ

ทางอัยการจึงได้ตัวฟ้องเเค่เฉพาะลูกน้อง ซึ่งในการทำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่ลูกน้องเสี่ยคนดังถูกอัยการฟ้อง ผู้พิพากษาท่านนี้มีการทำคำพิพากษาไปในส่วนพฤติการณ์ของเสี่ยคนดังและภรรยาว่าไม่มีความผิดโดยระบุว่าภรรยาเป็นเเค่คนคุมบัญชีไม่ได้เป็นคนคัดเลือกเด็กเข้าไปในตู้จึงไม่ทราบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในส่วนเสี่ยคนดังเป็นเจ้าของไม่ได้เป็นคนคัดเด็กเอง นานๆ จะเข้ามาสถานที่

ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่พาดพิงเลยไปถึงจำเลยที่อัยการสั่งฟ้องไว้เเล้วเเต่ยังไม่ได้เอาตัวมาฟ้อง

ทางฝั่งเสี่ยคนดังเเละภรรยาจึงใช้โอกาสนี้ร้องขอความเป็นธรรมว่ามีพยานเบิกความจนศาลพิพากษาเเล้วว่าไม่ได้กระทำผิดจนเป็นเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนเเปลงคำสั่งฟ้องโดย รอง อสส.คนดังกล่าว เป็นมีคำสั่งไม่ฟ้องภรรยาเเละลูกของเสี่ย เเต่ในส่วนของเสี่ยคนดังยังยืนคำสั่งฟ้องเดิมของอัยการสูงสุด

จนต่อมานายชูวิทย์เอามาเปิดโปงร้องต่ออัยการสูงสุดจนความปรากฏต่อสาธารณชน เเละเมื่อ ก.ต.มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา โดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เเละตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายเเรงตามลำดับเสนอ อ.ก.ต.กลั่นกรองไปยัง ก.ต.พิจารณาเเล้วเห็นตรงกันว่าพฤติการณ์ผิดวินัยร้ายเเรง จึงลงโทษให้ออกจากราชการ

สำหรับรายที่สาม สันนิษฐานเป็นผู้พิพากษาระดับสูงในศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการมีคำสั่งประกันขัดต่อกฎหมายโดยใช้ดุลพินิจไม่ชอบใน 3 คดี โดยคดีเเรกเป็นเรื่องประกันตัวเกี่ยวกับคดีกลุ่มของ นายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ “ตู้ห่าว” กับพวกที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และฟอกเงิน
ส่วนคดีที่ 2-3 เป็นเรื่องการให้ประกันตัวคดีเว็บพนัน โดยพฤติการณ์มีการนัดเเนะกับผู้จ่ายสำนวนเเละเเลกเปลี่ยนเวรเพื่อไปสั่งประกัน โดยมีความเชื่อมโยงกับผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ด้วยกันที่ฆ่าตัวตายเมื่อช่วงปี 2566

โดยจากการสอบสวนพบว่ามีเส้นทางการเงินเข้าบัญชี 5 บัญชีของผู้พิากษาศาลอุทธรณ์รายนี้กว่า 4 ล้านบาท โดยเป็นการทยอยโอนเข้าบัญชีหลักเเสนบาทในช่วง 2 ปีซึ่ง เจ้าตัวชี้เเจงได้ไม่สมเหตุสมผล โดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายเเรง อ.ก.ต.เเละ ก.ต.พิจารณาเเล้วเห็นว่าผิดวินัยร้ายเเรง จึงลงโทษไล่ออกจากราชการ เเละส่ง ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประกันตัวเเละอาจจะมีผลประโยชน์ตามกฎหมายจะต้องส่ง ป.ป.ช.พิจารณาสอบสวนตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าวันเดียวกันมีการประชุมเกี่ยวกับการลงโทษวินัยผู้พิพากษาถึง 3 ราย เนื่องจากที่ประชุม ก.ต.มีการพิจารณาวาระอื่นเสร็จสิ้น ประธานศาลฎีกาจึงได้บรรจุวาระทั้งสามเรื่องนี้ต่อเลย ถือเป็นเรื่องปกติในการบริหารงาน ก.ต.ที่มีปริมาณมาก