เปิดสาเหตุ ฆ่าเปลือยพยาบาลสาว สมุย ที่แท้สามีเพื่อน ตร.คุมตัวทำแผน
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม จากกรณีรชุดสืบสวน บก.สส.ภ.8, กก.สส.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี และ สภ.บ่อผุด ร่วมกับนายสุวัฒน์ อายุ 30 ปี ชาว จ.ตรัง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเกาะสมุย ที่ 150/2568 ลงวันที่ 21 พ.ค.2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือรับของโจร”
เบื้องต้นนายสุวัฒน์ รับว่า เป็นบุคคลตามภาพจากกล้องวงจรปิดที่ขับรถยนต์ของพยาบาลสาว ไปจอดในห้างแห่งหนึ่ง และรับเพิ่มเติมว่าได้ก่อเหตุฆ่าพยาบาลสาวก่อนลักรถยนต์ โดยชุดสืบสวนอยู่ระหว่างซักถามขยายผลมูลเหตุจูงใจและพฤติการณ์ก่อเหตุ
ล่าสุดการสอบสวนนายสุวัฒน์ให้การว่า เป็นสามี จนท.รพ.แห่งเดียวกับผู้ตาย และเป็นเพื่อนของผู้ตาย โดยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.ตรัง และพักอยู่ข้างห้องผู้ตาย
โดยก่อนเกิดเหตุ ปืนห้องเข้าไปเพื่อลักทรัพย์ พบของกลางเป็นแหวนทองคำมูลค่า 3,000 บาท และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อนิสสัน เซลฟี่ สีเทา ทะเบียน 2กศ-749 กทม. หลังฆ่าผู้ตาย ผู้ต้องหาลักรถยนต์ดังกล่าวไปจากสถานที่เกิดเหตุ และนำไปจอดไว้ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าในพื้นที่บ่อผุด
สาเหตุการก่อเหตุทรัพย์ ผู้ต้องหาเป็นสามีเพื่อนของผู้ตาย พักอยู่ห้องติด ขณะเกิดเหตุ ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 02.30 น. ผู้ต้องหาปืนเข้าทางด้านหลังห้องที่เกิดเหตุ พบผู้ตายหลับอยู่ จึงค้นเอาทรัพย์สิน ระหว่างนั้นผู้ตายตกใจตื่นขึ้น ร้องขอความช่วย จึงใช้ท่อนแขนรัดคอและใช้มือปิดปากและจมูก ซึ่งถูกผู้ตายกัด เป็นแผลบริเวณนิ้วมือ จากนั้นเอากุญแจรถยนต์ของผู้ตายไปขับขี่รถยนต์ของผู้ตายหลบหนี จอดรถทิ้งไว้ที่ห้างสรรพสินค้า และหนีไปกบดานอยู่บ้านเพื่อน
ต่อมาจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายสุวัฒน์ ผู้้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ตามเวลาวันที่เกิดเหตุ ตนเองได้ฆ่า น.ส.อัญชุลี จริง โดยก่อนเกิดเหตุตนได้พักอาศัยอยู่กับแฟนที่ห้องพักหมายเลข 210 ส่วนผู้ตายพักอยู่ห้อง 211 ตนเองกับผู้ตายเคยเห็นหน้ากันมาก่อนเพราะอยู่ห้องติดกัน โดยจุดประสงค์ที่ก่อเหตุเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์สิน ตนเองได้เข้าห้องของผู้ตายโดยการปีนระเบียงข้างหลังห้องตนเองผ่านตู้แอร์ข้ามไปยังหลังห้องผู้ตาย ที่ผู้ตายได้เปิดประตูหลังห้องไว้ ส่วนผู้ตายนอนหลับอยู่บนเตียง โดยที่เปิดไฟภายในห้องนอน และไฟห้องน้ำไว้ เมื่อเข้าไปได้เห็นถุงทองวางอยู่ในชั้นวางของ และกุญแจรถเก๋งวางอยู่บนที่รีดผ้า ตนเองก็เดินไปปิดไฟและเดินมาหยิบถุงทอง
ผู้ต้องหาเล่าต่อว่า เวลานั้นผู้ตายได้ตื่นขึ้นมา และมีการต่อสู้กัน ตนเองจึงใช้มือปิดปากและแขนล็อคลำคอของผู้ตายไว้ และบอกกับผู้ตายว่า “อย่าร้อง จะไปแล้ว” แต่ผู้ตายได้ขัดขืนพร้อมกับกัดที่นิ้วของตนเอง จึงเหวี่ยงตัวผู้ตายลงไปนอนอยู่ที่ข้างเตียงนอนพร้อมกับใช้มือบีบที่ลำคอจนเสียชีวิต จากนั้นได้อุ้มผู้ตายมานอนบนเตียงนอน แล้วจัดท่าทางว่าโดนข่มขืน พร้อมกับนำกล่องถุงยางอนามัยมาวางไว้ใกล้ศพผู้ตาย และเดินออกจากห้องผู้ตายทางประตูหน้าไปพร้อมกับทรัพย์สินผู้ตายมี แหวนทอง 1 วง ตุ้มหูทอง 1 อัน และกุญแจรถเก๋งของผู้ตาย ตนเองเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องและขับรถของผู้ตายหลบหนี และนำไปจอดทิ้งไว้ที่ห้างสรรพสินค้า ต.บ่อผุด ก่อนเดินไปขึ้นรถแท็กซี่ไปส่งที่ ต.แม่น้ำ และนำแหวนทองไปขายได้เงินมา 3,000 บาท ส่วนตุ้มหูขายไม่ได้ และจ่ายค่าแท็กซี่ไป 700 บาท
จากนั้นได้นำโทรศัพท์มือถือและกุญแจรถไปทิ้งไว้ในศาลาของโรงแรมร้าง ต.แม่น้ำ และพยายามจะหลบหนีออกนอกพื้นที่ ตลอดทั้งคืนเจ้าหน้าที่กดดันอย่างหนักจึงไม่สามารถหลบหนีได้ ตนเองจึงใช้วิธีนอนเอาทรายกลบร่างกายไว้ ปีนต้นไม้ เดินตามแนวชายหาด ว่ายน้ำข้ามปากคลอง พรางตัวเป็นคนเร่ร่อนเอากระสอบข้าวสารมาคลุมหัว เอาผ้าห่มมาพันร่างกายไว้ และเดินต่อมาในพื้นที่ ต.บ่อผุด และถูกจับกุมตัวในที่สุด นายสุวัฒน์ ผู้้ต้องหา กล่าว
ด้านพนักงงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ได้ดำเนินคดีกับนายสุวัฒน์ ขุนทอง อายุ 30 ปี ผู้้ต้องหา โดยแจ้งข้อกล่าวหา “ชิงทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย , ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น , บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย” ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
ขณะที่จุดทำแผนได้มีพ่อของน.ส.อัญชุลี และเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิตมารอดูการทำแผน ทุกคนอยู่ในอากาศเสียใจ พร้อมกับรุมด่าผู้ต้องหา จังหวะที่เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถ ได้มีเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิตฮือจะเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ และพ่อของผู้เสียชีวิตได้พยายามมายืนขวางรถไว้และขอดูตัวผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่ได้กันผู้ต้องหาออกมาจากจุดนั้นได้ ก่อนนำตัวไปที่ สภ.บ่อผุด ขณะที่พ่อของผู้เสียชีวิตกล่าวสั้นๆว่าไม่ยอมยกโทษให้ผู้ต้องหา
ขณะที่อาคารเก็บศพโรงพยาบาลเกาะสมุยพ่อ น้องสาว และเพื่อนๆ ของผู้เสียชีวิต ได้มารับศพ น.ส.อัญชุลี เจ้าหน้าที่นำร่างของ น.ส.อัญชุลี ออกจากห้องเก็บศพแล้วนำขึ้นรถเพื่อเคลื่อนย้ายร่างกลับไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนที่เจ้าหน้าที่จะปิดประตูรถ พ่อได้เข้าไปกอดร่างที่ไร้วิญญาณของลูกสาวด้วยน้ำตาที่นองหน้า ทำให้บรรยากาศอยู่ในความเศร้าเสียใจจากเพื่อนๆที่มารอรับศพ

