เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1 พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รอง ผกก.สืบสวนฯ พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ และ พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 นำชุดปฏิบัติการปฎิบัติตามตามนโยบาย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวกับคนเข้าเมือง และชาวต่างชาติที่มีลักษณะเป็นอาชญากร หรือเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่ตามที่รับข้อมูลจากสายลับว่าบุคคลต่างด้าวที่เป็นเป้าหมายพักอาศัยอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นคอนโดหรูใกล้กับย่านทองหล่อ กทม. ก่อนกระจายกำลังสังเกตการณ์เนื่องจากเชื่อว่าบุคคลต่างด้าวเป้าหมายจะลงมารับอาหาร เนื่องจากไม่ต้องการเดินทางออกไปนอกคอนโดมิเนียม เพื่อหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวต่อสาธารณะ จนพบบุคคลต่างด้าวลักษณะคล้ายคนจีนเพศชาย 2 คน เดินลงมาบริเวณล็อบบี้คอนโดมิเนียม กำลัง กก.สืบสวน บก.ตม.แสดงตัวขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวหรือหนังสือเดินทาง ผู้ถูกจับรายแรกแสดงหนังสือเดินทางชื่อเซียว อายุ 30 ปี เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรถูกต้อง แต่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดแล้วประมาณ 2 เดือน ส่วนอีกรายแจ้งว่าชื่อนายหลิว อายุ 29 ปี สัญชาติจีน แต่ไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางได้ ตรวจสอบลายนิ้วมือของผู้ถูกจับในระบบสารสนเทศของ สตม. เบื้องต้นไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแต่อย่างใด จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายเซียวว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ส่วนนายหลิวนั้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับให้ทราบ และเชิญตัวผู้ถูกจับทั้ง 2 รายมาที่ กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อทำบันทึกจับกุมและนำตัวผู้ถูกจับส่ง พงส. กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.อ.พลสิทธิ์กล่าวว่า ระหว่างทำบันทึกจับกุมร่วมกับ พล.ต.ต.ประสาธน์ นายหลิวมีพฤติกรรมกระวนกระวายอย่างมาก พยายามแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่ามีหนังสือเดินทางแต่ได้ทำหายไป และให้การกลับไปกลับมาทำให้เกิดความสงสัยจึงประสานข้อมูลกับองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ จนทราบข้อมูลยืนยันว่าบุคคลต่างด้าวรายดังกล่าว คือ นายต้า หลิว บุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน ที่ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2566 ก่อคดีฉ้อโกงเงิน โดยการหลอกระดมทุนจากผู้เสียหายหลายราย อ้างว่าร่วมธุรกิจกับบริษัทจำหน่ายสุราชื่อดังของประเทศจีน ผู้เสียหายเห็นว่านายต้า หลิว ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายสุราอยู่ก่อนแล้ว หลงเชื่อโอนเงินลงทุนให้กับนายต้า หลิวเป็นจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 2.5 ล้านหยวน หรือกว่า 12 ล้านบาท ก่อนจะหลบหนีจากที่พักในมณฑลกุ้ยโจว นั่งรถมามณฑลยูนนาน ก่อนจะลักลอบเข้ามาในประเทศลาวและไทยบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ หลังจากทราบข้อมูลภาพถ่ายเพิ่มเติมแล้ว เจ้าหน้าที่จึงใช้ระบบตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ไบโอเมตริกซ์ ตรวจเปรียบเทียบ ผลการตรวจสอบพบเป็นบุคคลเดียวกันจริง ซึ่ง สตม.จะแจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปเพื่อนำตัวนายต้า หลิว ไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.ท.สุริยะกล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง และระบบไบโอเมตริกซ์ เป็นเครื่องมือช่วยเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน รวมไปถึงเบาะแสสำคัญจากพี่น้องประชาชน จนนำไปสู่ความสัมฤทธิผลในการจับกุมคนร้ายข้ามชาติรายสำคัญที่หลบหนีคดี และใช้ประเทศไทยเป็นที่ซ่อนตัว และขอฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนผ่านผู้สื่อข่าวว่า การแจ้งที่พักอาศัยต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกรณีคนต่างด้าวเข้ามาพักอาศัย เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองดูแลเคหสถาน รวมไปถึงผู้จัดการโรงแรม จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ นอกจากนี้หากพี่น้องประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแส การกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สายด่วนหมายเลข 1178 ตลอด 24 ชม.

