ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 155 ประชาชนจากทั่วประเทศใช้โอกาสวันจักรีซึ่งเป็นวันหยุดแต่งกายชุดสีดำสุภาพ มาต่อแถวรอกราบถวายสักการะไม่ขาดสาย โดยสำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีให้ประชาชนเข้าตั้งแต่เวลา 04.45 น. จากเปิดปกติเวลา 08.00 น. ขณะที่สภาพอากาศท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมมาก ไม่ค่อยมีแสงแดด ทำให้อากาศไม่ร้อนจัด ขณะที่ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้สาธุชน เข้าถวายบังคมพระบูรพมหากษัติยาธิราช ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
นางตติยา อุ่นศิริ อายุ 54 ปี ชาวอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ข้าราชการครูจากโรงเรียนบ้านห้วยกรด อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม กล่าวภายหลังเป็นตัวแทนคณะศิษย์เก่านักเรียนวังไกลกังวล รุ่นที่ 22 ที่มาร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ว่า ครอบครัวตนทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์อยู่ที่วังไกลกังวล ตั้งแต่สมัยคุณพ่อที่เป็นหนึ่งในคนดูแลพระตำหนักเปี่ยมสุข ส่วนตนและญาติที่น้องที่มาในวันนี้ล้วนเกิด เรียน อยู่อาศัย และทำงานในอยู่ในวังไกลกังวล อย่างตนได้รับทุนการศึกษาพระราชทานจากในหลวงร.9 ตั้งแต่เริ่มเรียนจนถึงชั้นมส.5 ก็เป็นที่สุดของชีวิตว่าตอนอยู่ชั้นป.4 เคยได้รับพระราชทานรางวัลนักเรียนมารยาทดี ซึ่งได้รับรางวัลเป็นปากกาปาร์คเกอร์พระราชทานจากพระหัตถ์พระองค์ โดยทุกวันนี้ยังเก็บไว้อย่างดี ต่อมาชั้นมส.5 ได้รับพระราชทานรางวัลนักเรียนเรียนดี ซึ่งได้รับเป็นทุนการศึกษาพระราชทานจากพระหัตถ์พระองค์เช่นกัน
“แต่ก่อนชาวหัวหินจะตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงเดือนเมษายน เพื่อรับเสด็จในหลวงร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์ที่จะเสด็จแปรพระราชฐานมาวังไกลกังวล เราจะดีใจมากพากันไปตั้งแถวรับเสด็จกัน ยิ่งตอนที่ดิฉันเรียนอยู่โรงเรียนวังไกลกังวลจะได้รับเสด็จบ่อยครั้ง เพราะทุกปีพระองค์จะเสด็จฯมาพระราชทานพระบรมราโชวาทให้กับนักเรียน อาทิ เรื่องความพอเพียงและประหยัดอดออม เป็นสิ่งที่จำและน้อมนำมาใช้กับชีวิต และตั้งใจจะน้อมนำมาสอนนักเรียนให้เดินตามเบื้องพระยุคลบาท พระบรมราโชวาท” นางตติยากล่าว

นางสาวทัศนีย์ สหวัฒน์ อายุ 51 ปี ผู้ประสานงานนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงพระมหากษัตริย์และพระราชินี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) กล่าวภายหลังเป็นตัวแทนคณะศิษย์เก่าโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม มัธยมรุ่นแรก ปีการศึกษา 2521 ที่มาร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ว่า เกิดมาก็เห็นพระองค์ เห็นพระองค์ทรงงานมาตลอด และในชีวิตที่มีโอกาสได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ไม่เคยเห็นผู้นำคนใดในโลกจะทำได้แบบพระองค์อีกแล้ว ขณะเดียวกันทรงเป็นผู้นำที่ประชาชนเฝ้าจับตาอย่างมาก เสด็จไปไหนประชาชนก็มาเฝ้ารับเสด็จฯด้วยความตื่นเต้น เฝ้าติดตามพระองค์ผ่านทางโทรทัศน์ กระทั่งการเสด็จสวรรคตประชาชนต่างหยุดทุกกิจกรรมเพื่อแสดงความโศกเศร้าเสียใจ ต่างจากผู้นำในต่างประเทศที่ประชาชนไม่ได้ตื่นเต้นมากนักเมื่อผู้นำเดินทางมา และยังดำเนินกิจกรรมของตัวเองตามปกติเมื่อผู้นำถึงแก่อนิจกรรม
“ในโอกาสวันจักรีขอรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ไทย ที่หากไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์คงไม่มีชาติไทยในวันนี้ ขณะเดียวกันสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้รับความเคารพรักและผูกพันกับประชาชนไม่เสื่อมคลาย ต่างจากสถาบันพระมหากษัติรย์ในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี จากนี้ตั้งใจเดินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระองค์ด้วยการทำความดี เป็นความดีที่ชวนคนอื่นมาทำความดี เพื่อตัวเองและประเทศชาติต่อไป” นางสาวทัศนีย์กล่าว

นายปิยะ ประสงค์จันทร์ พร้อมด้วยภรรยา นางณิชา ซึ่งทั้งคู่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พาลูก 3 คน อย่าง นางสาวณัฐณิชา-เด็กชายณัฐนันท์-เด็กหญิงณัฐชนา เดินทางมาสักกราบสักการะพระบรมศพ โดย นางณิชากล่าวว่า ตนมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้พาคุณพ่อคุณแม่มา และครั้งนี้เห็นว่าเป็นช่วงปิดภาคเรียน จึงพาลูกๆมากราบสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 ให้ได้สักครั้งในชีวิต ทุกครั้งที่มาล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ เป็นสุขใจ ที่มีโอกาสได้มาทำหน้าที่ลูกที่ดีเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อถวายพ่อหลวงของเรา ที่ผ่านมาพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างหนักเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร์ ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะทุรกันดารเพียงใดพระองค์ก็มิเคยย่อท้อ ด้วยความเพียรและพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์นี้เองจึงเป็นแนวทางให้ตนและครอบครัวยึดถือไปดำรงชีวิตอย่างมั่นคง พร้อมส่งต่อความพอเพียงอันเป็นปรัชญาที่มั่นคงให้กับลูกๆด้วย
“เวลาที่เราไปศึกษาดูงานที่ในโครงการพระราชดำริฯของพระองค์ อย่างโครงการหลวงฯซึ่งอยู่บนพื้นที่ดอยสูง ขนาดทุกวันนี้มีความสะดวกสบายด้านการคมนาคม กว่าจะเดินทางไปถึงยังรู้สึกเหนื่อยและเวียนหัว แล้วคิดดูว่าสมัยก่อนที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯไปจะทุรกันดารขนาดไหน และเราในฐานะที่เป็นครูก็จะนำหลักคำสอนเรื่องความอดทนความเพียรของพระมหาชนก ดังบทพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.9 ไปสอนเด็กๆให้มีความเพียรพยายามในการศึกษาเล่าเรียน ทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุดเพื่อออกไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม ส่วนในครอบครัวของเราเองก็จะสอนให้ลูกๆทั้ง 3 คนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงคู่กับสังคมไทยตลอดไป ดังนั้นทุกปีของโรงเรียนปิดเทอม เราก็จะพาลูกๆไปเที่ยวชมโครงการในพระราชดำริฯของในหลวง ร.9 ตามจังหวัดต่างๆปีละครั้ง เพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 และน้อมนำสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง เพราะเราเชื่อเสมอว่าร้อยคำพูดไม่ได้ผลดีเท่ากับการเห็นด้วยตาและนำไปปฏิบัติด้วยใจ” นางณิชาเล่าด้วยความภาคภูมิในใจ


