เมื่อวันที่ 6 เมษายน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เปิดเผยกรณีรัฐบาลผ่อนผันการใช้รถกระบะ อนุโลมให้นั่งในแค็บและท้ายกระบะไปก่อน และจะพิจารณาอีกครั้งหลังสงกรานต์ว่า เป็นความกังวลใจตั้งแต่ตอนที่คำสั่ง คสช. ที่ 15/2560 ออกมาใหม่ๆ เรื่องข้อห้ามดังกล่าว เราในฐานะผู้จัดงานและเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องทำงานร่วมกับจราจร เทศกิจ และหลายส่วน ค่อนข้างสับสนและกังวล การจัดงานสงกรานต์ยังมีการเล่นน้ำและถังน้ำใส่ท้ายรถกระบะอยู่ ปฏิบัติกันมาตั้งแต่มีรถกระบะ อาจกลายเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานไม่สามารถละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และค่อนข้างเสี่ยง แม้ภายหลังมีคำสั่งให้ผ่อนผันไปก่อน ขณะนี้เป็นการแจ้งเตือน แต่ก็หมายถึงยังต้องใช้กฎหมายบังคับอยู่ เราจึงไม่กล้าจัดงานบนถนนข้าวแต๋น เนื่องจากเป็นถนนสายหลัก มีเวทีดนตรีและรถกระบะเข้ามาเล่นน้ำด้วย เจ้าพนักงานที่ต้องรักษาความปลอดภัยร่วมกับตำรวจ ทหาร อาจถูกข้อหาดังกล่าว เมื่อมีผู้ถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย จึงงดจัดงานปีนี้
“ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ที่ให้คำแนะนำชี้ข้อบกพร่องว่า การจัดงานสงกรานต์ จ้างดนตรี จ้างหมอลำหรืออะไรต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นข้อห้าม ไม่ใช่การส่งเสริมประเพณี สุ่มเสี่ยงใช้จ่ายงบประมาณไม่ถูกต้อง เราเคยจ้างเยาวชนมาเล่นดนตรีเพื่อดึงวัยรุ่นทั้งหมดที่ตั้งซุ้มเล่นน้ำตามถนนสายต่างๆ และดื่มสุรา มารวมไว้บนถนนข้าวแต๋น โดยเจ้าหน้าที่คอยควบคุมไว้และป้องกันทะเลาะวิวาท เล่นน้ำอย่างสุภาพ เราทำได้ผลมา 3 ปี ถือเป็น 1 ในพื้นที่ยอดฮิตของการเล่นน้ำสงกรานต์ แต่ปีนี้ไม่กล้าจัด ขอทดลองหยุดไปก่อน” นายสุรพลกล่าว
นายสุรพลกล่าวอีกว่า จากการสอบถามพี่น้องประชาชนที่มีรถปิกอัพหรือมีแค็บ ใช้งานแบบสารพัดประโยชน์ สารพัดนึก เขามีความกังวล ใจจริงอยากให้รัฐบาลลองทบทวนดู เพราะไม่ได้เป็นพระราชบัญญัติ อาจปรับบางอย่าง เช่น รถที่มีแค็บหรือมีกระบะท้าย อาจจำกัดความเร็ว เพื่อควบคุมความปลอดภัย ถ้าขับไม่เร็วความปลอดภัยก็ยังพอเพียง เพราะครูโรงเรียนตามชนบทต่างๆ ต้องพานักเรียนไปทำกิจกรรม ทำให้เกิดความอึดอัด โดยเฉพาะเทศบาลเมืองน่านเอง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ จำเป็นที่ต้องทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากจังหวัด เช่นจัดสถานที่ เอาเจ้าหน้าที่ 5–6 คนลงไปปฏิบัติงาน ส่วนใหญ่นั่งกระบะท้ายพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือ หากต้องจัดหารถตู้มาเสริมเพิ่มนั้น คิดว่าเป็นความสิ้นเปลืองเกินกว่าเหตุ

