เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รายงานข่าวแจ้งว่า กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) มีหนังสือบันทึกข้อความ บก.จร.ที่ 0015.(จร) 01/529 ลงวันที่ 19 ก.พ. เรื่องการปรับปรุง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ถึงผบช.กมค. ให้บก.จร. พิจารณามีความเห็นเกี่ยวกับร่างคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เรื่องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 พร้อมทั้งให้รวบรวมสถิติข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและสถิติการชำระค่าปรับฐานความผิดข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องย้อนกลับไปเป็นระยะเวลา 3 ปี แล้วรายงานให้ ตร. (ผ่านกมค.) ทราบโดยตรงนั้น บก.จร. ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการข้างต้นเรียบร้อยแล้ว โดยเห็นด้วยกับร่างคำสั่งดังกล่าวที่แก้ไข มาตรา 141 ทวิ และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ควรเห็นปรับ ดังต่อไปนี้
1.ชื่อเรื่องในคำสั่งเห็นควรแก้ไขเป็น “เรื่อง การแก้ไขปัญหาผู้ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรทางบกหรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถแล้วไม่มาชำระค่าปรับ” เนื่องจากไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายรูปแบบปกติ การตั้งชื่อเรื่องตามคำสั่ง คสช. จะต้องสอดคล้องกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยชั่วคราว พ.ศ.2557 จึงต้องใช้มาตรการสั่งการ ระงับ ยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ในการกำหนด และการออกคำสั่งจะต้องเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปต่างๆ
เพื่อให้การแก้ไขปัญหากรณีผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรทางบกหรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ แล้วไม่มาชำระค่าปรับภายในเวลาที่กำหนด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลต่อการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพื่อความสะดวกในการจราจร อีกทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาผู้กระทำผิดที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายจราจร อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปและการจัดระเบียบสังคม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
2.แก้ไขมาตรา 141 ทวิ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2557กำหนดให้ส่งใบสั่งพร้อมพยานหลักฐานทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้กับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ และมาตรา 140 วรรค 5 ที่กำหนดว่า กรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำความผิดเว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่ประกอบกับผู้มาติดต่ออาจเป็นเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถก็ได้ และการมารายงานตัวภายในกำหนดที่ระบุไว้ในใบสั่งอาจจะเกินระยะเวลาที่กำหนด จึงเห็นควรใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 141 ทวิ กรณีผู้ขับขี่ เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถซได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก เพื่อให้นายทะเบียนแจ้งให้เจ้าของรถ ผู้ครอบครองรถหรือผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ในใบสั่ง ถ้าผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำเป็นเพียงตัวแทนของเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถทราบ เพื่อไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจ หรือสถานีที่ระบุไว้ในใบสั่ง ในกรณีดังกล่าวนี้ ให้นายทะเบียนงดรับภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าได้มีการมารายงานตัวหรือชำระค่าปรับเรียบร้อยแล้ว การงดชำระภาษีประจำปีไม่เป็นเหตุให้ผู้นั้นไม่ต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกแล้วแต่กรณี”
3.แก้ไขมาตรา 155 เนื่องจากการเพิ่มโทษเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ตามร่างดังกล่าวเห็นว่าเป็นการเพิ่มโทษที่ขัดกับหลักการกฎหมาย เพราะเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถอาจจะไม่ใช่ผู้ขับขี่ในขณะกระทำความผิดอันส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถ และเพื่อให้มีระยะเวลาในการพิสูจน์ความผิดตามมาตรา 140 วรรค 5 แห่งพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ดังนั้น การเพิ่มระดับของโทษควรจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนจากน้อยไปมาก และสอดคล้องกับคำแนะนำของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มาพิจารณาในการเพิ่มโทษเป็นลำดับเป็นขั้นตอนในกรณีผู้ไม่มาชำระค่าปรับตามกำหนดที่ระบุไว้ในใบสั่ง จึงควรใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 155 ผู้ขับขี่ เจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถ ซึ่งได้รับใบสั่งมาตรา 140 แล้ว แต่กรณี หากไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141โดยไม่มีเหตุอันควร ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400 บาท ถึง 1,000 บาท หากพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันที่ระบุไว้ในใบสั่ง ผู้ขับขี่ เจ้าของรถ หรือ ผู้ครอบครองรถไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 5,000 บาท ความในวรรค 2 หากพ้นกำหนด 90 วัน นับตั้งแต่ที่ระบุไว้ในใบสั่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีถูกเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ตามมาตรา 140 วรรค 3 ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดน้อยกว่า 1 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่”
พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น. ดูแลงานจราจร เปิดเผยว่า กรณีการปรับแก้ข้อกฎหมายนั้น ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พิจารณา เพื่อเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 โดยเนื้อเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาผู้กระทำผิดฝ่าฝืนกฎหมายจราจรทางบกหรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถไม่มาชำระค่าปรับ ข้อกฎหมายใหม่ระบุเอาไว้ว่า เมื่อได้รับใบสั่งแล้วไม่ชำระค่าปรับภายใน 7 วัน มีโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาทรวมถึงหากไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งเกินกว่า 30 วันหรือ 1 เดือน มีโทษปรับตั้งแต่ 1,000 – 5,000บาท และถ้าไม่มาชำระค่าปรับตามใบสั่งภายในระยะเวลา 90 วัน หรือภายใน 3 เดือน ถูกดำเนินคดีจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ คาดว่า ภายหลังจากส่งเรื่องให้ตร.พิจารณาแล้ว เสนอให้คสช.พิจารณาเห็นชอบบังคับใช้ต่อไป

