หลังจากมีการเปิดเผยปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน ขาดสภาพคล่องวิกฤตกว่า 18 แห่ง แม้ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขจะออกมาบอกว่า รพ.วิกฤตจริงๆ มี 5 แห่งจาก 18 แห่ง แต่สุดท้ายหากเหมารวมทุกระดับ ทั้งโรงพยาบาลขนาดใหญ่และขนาดเล็กรวมแล้วเกือบ 80 แห่ง จนในที่สุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อนุมัติงบประมาณกลาง 5,000 ล้านบาท เพื่อนำมาบรรเทาช่วยเหลือรพ.ขาดทุนในระยะสั้น และระยะยาวมอบหมายให้นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) หาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบนั้น
เมื่อวันที่ 8 เมษายน นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปและผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เป็นเรื่องที่ดีและต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น และเชื่อว่า งบประมาณ 5,000 ล้านบาทจะมาช่วยบรรเทารพ.ที่กำลังประสบปัญหาได้ แม้จะเป็นระยะสั้น แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย ซึ่งที่ผ่านมาปัญหารพ.ขาดสภาพคล่องนั้น มีมานานแล้ว เนื่องจากรายได้หลักของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขคือกองทุนหลักประกันสุขภาพ บริหารจัดการโดยสปสช. ซึ่งงบประมาณเป็นการเหมาจ่ายรายหัวตามยอดประชากร มีการหักเงินเดือนบุคลากร กองทุนย่อยเฉพาะโรค กองทุนตำบล ฯลฯ สุดท้ายเหลือเงินเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐบาลให้มาไม่ถึงครึ่งสำหรับรพ.ในการใช้รักษาผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอกและส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคแก่ประชาชนที่รับผิดชอบ เช่นในปี 2560รัฐจัดสรรให้ 3,109บาทต่อหัวประชากร สุดท้ายคาดว่าคงเหลือถึงรพ.ไม่เกิน1,400บาทต่อหัวประชากร ซึ่งตรงนี้เป็นค่าเฉลี่ย รพ.ที่มีประชากรน้อย เมื่อมีการหักเงินเดือนบุคลากร ก็จะได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการปรับปรุงการจ่ายเงินของสปสช.และแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือไม่ นพ.ธานินทร์ กล่าวว่า ใช่ และเห็นว่าทางสธ.และทุกภาคส่วน กำลังดำเนินการอยู่
นพ.ธานินทร์ กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้โรงพยาบาลชุมชน(รพช.)และโรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) ขนาดเล็ก มีประชากรน้อย ต้องขาดทุน ขาดสภาพคล่องมานานเรื้อรังเกือบสิบปี ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด เช่นการปรับเปลี่ยเงินเดือนบุคลากร การกันเงินเพื่อช่วยเหลือรพ.ที่ยากลำบาก การช่วยเหลือกันในหมู่รพ.ด้วยกันแบบ”พี่น้องช่วยกัน”ในเรื่องการตามจ่ายค่ารักษา มีการค้างหนี้ ลดหนี้ ตลอดจนยกหนี้ให้กันมาโดยตลอด จนกระทั่งมาในปีนี้ ได้มีการจัดสรรเงินเหมาจ่ายรายหัวในผู้ป่วยนอกแบบขั้นบันไดโดยให้เพิ่มในกลุ่มรพ.เล็กที่อยู่ห่างไกลยากลำบากและมีประชากรน้อย เช่นตามเกาะ ลดหลั่นไปจนได้น้อยในรพ.ที่ใหญ่ และจัดสรรเงินเพิ่มในผลงานผู้ป่วยในให้รพ.ขนาดเล็กโดยจะได้น้อยลงในรพ.ใหญ่ ซึ่งจุดนี้ทุกคนเข้าใจ แต่ก็ทำให้ประสบปัญหากับรพ.ใหญ่ซึ่งเริ่มมีสัญญานการขาดสภาพคล่องมา2-3ปีแล้ว จุดสำคัญอีกเรื่องในปีนี้คือสปสช.มีการนำค่าใช้จ่ายในการรักษาทารกแรกเกิดซึ่งแต่เดิมอยู่ในกองทุนเฉพาะโรคไปอยู่ในเหมาจ่ายรายหัวผู้ป่วยในโดยไม่ได้เอาเงินตามลงมาให้ (2,000-3,000ล้านบาทต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายในทารกแรกเกิดต้องใช้ทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญในการรักษา ส่วนใหญ่จึงเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของรพศ.และรพท. ซึ่งอัตราการจ่ายในผู้ป่วยในของสปสช.ก็ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เป็นจริงมานับสิบปีแล้ว
นพ.ธานินทร์ กล่าวว่า จากที่กล่าวมา จึงส่งผลให้เห็นภาพของการขาดสภาพคล่องในรพศ.และรพท.ที่ชัดเจนมากในปีนี้ และหากไม่มีการแก้ไขที่เหมาะสม ในไตรมาส3และ4นี้ จะมีปัญหาในรพ.ทุกระดับแน่นอน เนื่องจากเงินเหมาจ่ายจะเหลือเพียงกองทุนผู้ป่วยใน ส่วนผู้ป่วยนอกและส่งเสริมสุขภาพได้ครบแล้วตั้งแต่ไตรมาส1 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัญหาการขาดสภาพคล่อง แต่พวกเราทุกคนก็พยายามอย่างเต็มที่ในการให้บริการประชาชน ไม่ให้กระทบคุณภาพและมาตรฐานแน่นอน ขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจได้
“ต้องขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุขและปลัดกระทรวงฯที่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด จนมีการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น อีกทั้งยังมีการวางแผนแก้ไขในระยาวทั้งในการปรับประสิทธิภาพการบริหารของรพ. การบริหารจัดการของสปสช. ตลอดจนการแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพ เพื่อให้กองทุนนี้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและยั่งยืนตลอดไป”ผอ.รพ.ฯ กล่าว

