หลังจากมีการเปิดเผยปัญหา รพ.ขาดสภาพคล่องเกือบ 80 แห่ง โดยเฉพาะ รพ.ใหญ่ๆ ที่ประสบวิกฤตหนัก 5 แห่ง คือ รพ.พะเยา รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี รพ.ประจวบคีรีขันธ์ รพ.พิจิตร รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นชอบอนุมัติงบประมาณกลาง 5,000 ล้านบาท เพื่อนำมาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับโรงพยาบาลในสังกัด สธ. ซึ่งล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมประชุมพิจารณารายละเอียดในการจัดสรรงบดังกล่าวนั้น
เมื่อวันที่ 9 เมษายน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัด สธ. เป็นผู้ไปดำเนินการเกี่ยวกับรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณกลาง 5,000 ล้านบาท แต่ทั้งหมดต้องหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าควรจะจัดสรรอย่างไร เนื่องจากมีข้อเสนอเข้ามาในเรื่องการบรรเทาปัญหาระยะเร่งด่วน ประกอบไปด้วย 1.ข้อเสนอว่าด้วยการนำไปช่วยกรณีค่าตอบแทนของบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงงบค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงานหรือพีฟอร์พีก่อนดีหรือไม่ เนื่องจากเดิมงบประมาณค่าตอบแทนของกระทรวงเคยได้รับประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ 2,000 ล้านบาท ทำให้ไม่เพียงพอ เป็นต้น 2.ข้อเสนอให้นำงบส่วนนี้ไปช่วยในกลุ่มผู้ป่วยใน เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหาไม่คุ้มทุน เนื่องจากข้อกำหนดในการจ่ายเงินส่วนนี้ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ค่าเฉลี่ยกลุ่มโรคน้อย และ 3.ข้อเสนอนำไปช่วย รพ.ที่มีปัญหาหนี้สิน
“ทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ต้องรอให้มีการประชุมหารือกันภายในสัปดาห์หน้าก่อน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. กำชับให้ดำเนินการอย่างถี่ถ้วนและเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะเร่งด่วน” ปลัด สธ.กล่าว
นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าควรนำไปช่วยเหลือในเรื่องการค้างจ่ายค่าตอบแทนพีฟอร์พีก่อน ซึ่งขณะนี้ รพศ. รพท.หลายแห่งค้างจ่ายบุคลากรสาธารณสุขอยู่ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาททั่วประเทศ สำหรับระยะยาวคงต้องไปแก้ที่ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ด้วย เนื่องจากยังมีเรื่องการจัดสรรเงินไปยัง รพ.ต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เพียงพอจริงๆ ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องรายละเอียด นอกจากนี้ อยากให้มีการแก้กฎระเบียบต่างๆ ที่เอื้อให้ รพ.สามารถหารายได้เข้า รพ.เองได้ด้วย
ด้าน นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.รพท.) กล่าวว่า มองว่า การนำงบช่วยเหลือระยะสั้น หากนำไปช่วย รพ.ที่ค้างจ่ายพีฟอร์พีก็เป็นเรื่องดี เพียงแต่บาง รพ.ก็มีการจ่ายไปแล้ว จนทำให้ขาดสภาพคล่อง และรอการช่วยเหลืออยู่ ดังนั้น หากนำเงินก้อนนี้ลงไปช่วยเฉพาะ รพ.ที่ค้างจ่ายพีฟอร์พี ก็จะทำให้ รพ.ที่จ่ายไปแล้วนั้นไม่ได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนหรือไม่ จึงมองว่า ควรนำเงิน 5,000 ล้านบาทไปช่วยทั้งระบบก่อนดีกว่า เพราะหากระบบเดินได้ แต่ละแห่งก็จะสามารถบริหารจัดการบรรเทาความเดือดร้อนไปได้ระยะหนึ่ง
“ผมมองว่า สธ.ควรนำเงิน 5,000 ล้านไปไว้ในกลุ่มผู้ป่วยใน เนื่องจากกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายเยอะ และยิ่งล่าสุด สปสช.นำการดูแลรักษาทารกแรกเกิด ซึ่งเดิมอยู่ในกองทุนเฉพาะโรคไปอยู่ในผู้ป่วยใน โดยไม่ได้เอาเงินตามลงไป ซึ่งคิดเป็น 2-3 พันล้านบาทต่อปี ตรงนี้จะเป็นปัญหามาก หากไม่มีเงินมาในกลุ่มผู้ป่วยใน จะส่งผลกระทบต่อ รพศ.รพท.อย่างหนัก ซึ่งหากนำเงินไปช่วยในกลุ่มนี้จะช่วยได้ทั้งระบบ เพราะ รพ.จะเดินต่อไปได้” นพ.ธานินทร์กล่าว
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และผู้อำนวยการ รพ.ชุมแพ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้เป็นการปั่นกระแสของคนบางกลุ่มหรือไม่ เพราะการที่มีเนื้อหาข่าวพาดพิงว่าค่าเหมาจ่ายรายหัวที่ได้จาก สปสช.ได้น้อยจนทำให้สถานะทางการเงินติดลบนั้นก็ถือว่าไม่แฟร์ เพราะรายได้ของโรงพยาบาลนั้นมาจากหลายทาง ไม่ใช่จาก สปสช.อย่างเดียว ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบให้ชัดว่าข้อมูลที่เผยแพร่ดังกล่าวได้บันทึกแหล่งรายได้ครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะรายได้จากสำนักงานประกันสังคม และเงินบำรุงต่างๆ และการติดลบเนื่องจากมีการลงทุนก่อสร้างอาคารหรือห้องผ่าตัดเพิ่ม บางโรงพยาบาลก็ติดลบเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลการรักษาผู้ป่วย จึงถูกกรมบัญชีกลางสั่งระงับการจ่ายเงินเพราะตรวจสอบข้อมูลก่อน เป็นต้น

