วันที่ 9 เมษายน 2560 ความคืบหน้าหลังจากนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โพสเฟสบุ๊กส่วนตัวจี้รัฐบาลเร่งจัดการรีสอร์ทของนายทุน ที่ก่อสร้างบนที่ดินราษฎรอาสาสมัคร(รอส.)เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์โดยไม่ถูกกฎหมาย โดยยกประเด็นภูทับเบิกถูกมาตรา 44 สั่งรื้อขึ้นเปรียบเทียบพร้อมกล่าวหารัฐบาลเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน โดยมีการนำภาพรีสอร์ทซึ่งอ้างว่าเป็นก่อสร้างในที่ดินรอส.เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่เขตอำเภอเขาค้อ ต่างลงพื้นที่ตรวจสอบรีสอร์ทที่คาดว่าน่าจะเป็นรีสอร์ทเดียวกับภาพที่เฟซบุ๊กนายศรีสุวรรณนำออกเผยแพร่ เนื่องจากรีสอร์ทในภาพเหล่านี้มีรายละเอียดซึ่งฟ้องว่ากำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและต่อเติมใหม่ อย่างไรก็ตามผลจากการตรวจสอบพบว่า รีสอร์ทตามรูปภาพจากบนเฟสบุ๊กนายศรีสุวรรณเป็นภาพเก่าราวปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสำรวจรีสอร์ทที่ก่อสร้างอยู่บนที่ดินรอส.เขาค้อ ซึ่งสร้างเสร็จแล้ว และหลังเทศกาลสงกรานต์ ทางชุดพยัคฆ์ไพรเตรียมจะลงพื้นที่ตรวจสอบรีสอร์ที่อยู่ในเขตที่ดิน รอส.เขาค้อโดยร่วมกับทางทหารในพื้นที่
นายศรีสุวรรณ กล่าวถึงกรณีที่อธิบดีกรมป่าไม้ออกมาปฏิเสธถึงการเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐานระหว่างเขาค้อกับภูทับเบิกว่า หากการปลดล็อคหมายถึงเอาความผิดขึ้นมาทำให้ถูกทำไมไม่ทำกับภูทับเบิกบ้าง อย่างภูทับเบิกหรือไม่ว่าจะเป็นที่วังน้ำเขียวก็เช่นกัน กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเข้าไปสนับสนุนส่งเสริม จนนักท่องเที่ยวแห่กันไปอย่างล้นหลามกระทั่งรถติดยาวเหยียด ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวอย่างมากมายมหาศาล แต่จู่ๆกับมาใช้มาตรการเข้าไปทุบรื้อ จนหลายคนน้ำตาตกซึ่งชี้ให้เห็นถึงมาตรการของการบังคับใช้กฎหมายของจังหวัดและกรมป่าไม้เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขาค้อประเด็นปัญหาเกิดมานานกว่าภูทับเบิกอีก เพราะหลังเสียงปืนสงบลง ที่ดินรอส.ก็ถูกนายทุนเข้าไปซื้อเปลี่ยนมือกันโดยตลอด แต่หน่วยงานภาครัฐหรือกองทัพภาคที่ 3 ดูเหมือนจะวางเฉยไม่ได้ทำอะไร จนกระทั่ง คสช.มีนโยบาย 64/59 และ 66/59 เขาค้อก็ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปกระตุ้นอย่างจริงจัง นี่ก็เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องถามอธิบดีกรมป่าไม้ดู และถ้าหากไม่เลือกปฏิบัติจริงทำไม ณ วันนี้ 420 กว่ารีสอร์ทยังคงตั้งอยู่ได้ ไม่เห็นมีรีสอร์ทรายใดถูกไล่ทุบไล่รื้อเหมือนกรณีภูทับเบิกเลย” นายศรีสุวรรณ กล่าว
ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Srisuwan Janya
ส่วนข้ออ้างเรื่องสภาพพื้นที่และปัญหาระหว่างเขาค้อกับภูทับเบิกแตกต่างกัน นายศรีสุวรรณมองว่าคงไม่แตกต่างกันนอกจากระยะทางซึ่งใกล้เคียงและอยู่ในจังหวัดเดียวกันแล้ว ที่ดินยังเป็นของรัฐเช่นกันเพียงแต่ภูทับเบิกทางกระทรวงพม.รับผิดชอบ ส่วนเขาค้อทหารเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเพราะขอใช้จากกรมป่าไม้ ที่สำคัญเขาค้อมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ชัดเจนยิ่งกว่าภูทับเบิกอีก เพราะการที่กองทัพภาค 3 จัดสรรที่ดินให้กับราษฎรอาสาที่ช่วยรบในยุคปราบคอมมิวนิสต์ คนละ 20 ไร่บวกอีก 1 งาน จึงชัดเจนว่าต้องการให้เกษตรกรคนยากจนไม่มีที่ดินทำกินได้มีพื้นที่ทำการเกษตรหล่อเลี้ยงครอบครัว
“แม้แต่เงื่อนไข 9 ข้อทางหน่วยงานรัฐก็เป็นผู้ร่างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือหรือห้ามเช่าช่วงหากผิดเงื่อนไขก็มีสิทธิ์จะยึดคืน แต่ก็เห็นเปลี่ยนมือกันไปไม่รู้เท่าไหร่ จนลดน้อยลงกระทั่งคาดว่าเวลานี้เหลือไม่ถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ทำไมทางจังหวัดหรือกองทัพภาคที่ 3 จึงเพิกเฉยหรือเมินเฉยไม่ทำอะไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยชัดเจน แล้วแบบนี้จะมาอ้างว่าไม่เลือกปฏิบัติก็คงจะไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่หนัก”นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนกล่าว
นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า ได้ตั้งประเด็นไว้ตั้งแต่ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและไปยื่นทางคณะกรรมาธิการของสนช. หลังจากนี้ก็จะรอดูผลการดำเนินการหรือผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับจังหวัดมาถึงกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากหน่วยงานไม่ดำเนินการใดก็ต้องอาศัยบารมีของศาลเพื่อหาข้อยุติเหล่านี้ และหากจะให้เขาค้อเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ก็ต้องออกกฎหมายมารองรับให้ชัดเจน และที่สำคัญ ณ วันนี้รีสอร์ทกว่า 420 แห่งไม่ได้จ่ายภาษีเลย หรืออาจจะจ่ายแต่ไม่รู้ไปเข้าพกเข้าห่อใครหรือไม่ตรงนี้ก็ต้องไปตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงแรมรีสอร์ทที่เสียภาษีกันโดยถ้วนหน้า
“เนื่องจากเขาค้อเป็นพื้นที่ทหารและในยุคปฎิรูปอย่างนี้ ทหารมีอำนาจและบทบาทมากที่สุด ก็ควรจะสร้างธรรมาธิบาลและสร้างความโปร่งใสให้เกิดการบริหารที่ชัดเจนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างน้อยหากต้องการให้เขาค้อเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวก็ควรรีบเร่งดำเนินการ ปรับระบบให้ชัดเจนและออกกฏหมายมารองรับ เพื่อให้รีสอร์ทเข้านี้เข้าสู่ระบบและเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 เพื่อให้ประเทศได้ภาษีจากสถานประกอบธุรกิจเหล่านี้มาพัฒนาประเทศต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าว
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวอีกว่า หากการแก้ไขปัญหาเขาค้อและต้องพึ่งนิติบัญญัติธรรมดาคงล่าช้าไม่เห็นฝั่งหรืออาจจะล้มเหลว แต่หากนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจหัวหน้า คสช.สั่งใช้มาตรา 44 เลยสามารถทำได้ทันที เหมือนกรณีภูทับเบิกที่ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 35/59 ออกมา ส่วนข้ออ้างบอกว่าหากใช้มาตรา 44 กับเขาค้อจะทำลายการท่องเที่ยว ก็ต้องบอกว่าทำไมภูทับเบิกยังใช้มาตรา 44 ได้ ทั้งๆที่ภูทับเบิกมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวแพ้หรือด้อยกว่าเขาค้อตรงไหน ในขณะที่คนทั้งประเทศต่างก็รู้จักภูทับเบิกกันดีแต่ทำไมยังกล้าประกาศใช้มาตรา 44 ได้ ฉะนั้นเขาค้อทำไมจะประกาศไม่ได้ คิดว่าน่าจะเป็นการให้ข้อมูลในเชิงการปกป้องผู้ประกอบการรีสอร์ทในพื้นที่มากกว่า โดยไม่มีความตั้งใจหรือจริงใจในการแก้ไขปัญหาให้เบ็ดเสร็จ
“ส่วนร่างแผนแม่บทที่ทางอำเภอเขาค้ออ้างว่า จะเป็นแนวทางช่วยปลดล็อคการใช้ประโยชน์ที่ดินบนเขาค้อได้ ผมไม่ได้เห็นร่างแผนที่ว่านี้ และก็ไม่มั่นใจว่าในระดับพื้นที่จะทำได้ เพราะปกติการจัดทำแผนก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียได้มีส่วนร่วมเสนอแนะปรับปรุงแผนอย่างรอบคอบและให้ตกผนึกความคิดร่วมกัน เพียงได้ข่าวว่ามีแผนแต่ไม่เห็นแผนที่ชัดเจน หรือเป็นที่ยอมรับของประชาชนของผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ หรือเป็นการเขียนแผนขึ้นมาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่เข้าไปแตะต้องรีสอร์ทที่กระทำผิดกฎหมายหรือเปล่า หรือเพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวของคนใดคนหนึ่งหรือไม่ และแผนที่ว่านี้จะเป็นการยกที่ดินให้นายทุนหรือรีสอร์ทหรือเปล่า ก็เป็นข้อสงสัยที่ต้องฝากไปยังหน่วยงานในพื้นที่”นายศรีสุวรรณกล่าว
นอกจากนี้ นายศรีสุวรรณยังกล่าวว่า ประเด็นเขาค้อจะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นอดีตทหาร ให้ความสำคัญกับโมเดลต้นแบบในการแก้ไขปัญหาการทวงผืนป่าได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากแก้ไขพื้นที่ของทหารที่เขาค้อไม่ได้หรือไม่ประสบความสำเร็จ การแก้ไขปัญหาอื่นทั่วประเทศก็คงคาดหวังไม่ได้ว่า จะสามารถทวงคืนผืนป่าได้อย่างเต็มที่หรือเต็มรูปแบบตามนโยบายคสช.ต้องการ เพราะพื้นที่เขาค้อเป็นพื้นที้ทหารที่ชัดเจน และอำนาจทหารยังมีอยู่เต็ม ไม่เหมือนกับพื้นที่อื่นซึ่งทหารไม่มีอำนาจแต่ยังไปไล่รื้อไล่ตัดโค่นทำลายต้นไม้ของชาวบ้านได้ แต่พื้นที่ทหารชัดเจน 100% กับไม่สามารถไปไล่รื้อรีสอร์ทกว่า 400 รีสอร์ทได้ ก็น่าจะสร้างความฉงนให้แก่ประชาชนทั้งประเทศมากอยู่ทีเดียว
“ก็ฝากพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เร่งใช้มาตรา 44 เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เพราะในที่สุดจะนำเขาค้อกลับคืนมา ให้ผู้ที่สมควรจะประโยชน์จากเขาค้อมากที่สุด อย่าประเภทเตะหมูเข้าปากสุนัข จนกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์จากกลุ่มนายทุนที่ไม่ได้ลงทุนลงแรงแต่ได้ผลประโยชน์ไป ก็ให้นายกรัฐมนตรีช่วยเร่งมาตรการที่เด็ดขาดดำเนินการโดยด่วน” นายศรีสุวรรณ กล่าว