วันที่ 10 เมษายน 2560 ที่ บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น หลังใหม่ นางสถิตย์ เจริญดี ประธานกรรมการศูนย์สาธิตวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายสมัชชาเกษตรกรรายย่อย อุบลรัตน์ พร้อมตัวแทนศูนย์สาธิตวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายสมัชชาเกษตรกรรายย่อย (สกย.) จ.ขอนแก่น จำนวนประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือข้อเสนอข้อเรียกร้องของสมัชชาเกษตรกรรายย่อยต่อรัฐบาล ถึง นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น โดยมีนายปิยิน ตลับนาค ปลัดจังหวัดขอนแก่น เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นรับเรื่องร้องเรียน
ทางตัวแทนขอให้รัฐบาลเข้ามาดูแลปัญหาหนี้สินและการฟื้นฟูอาชีพ ให้นำยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอลดต้นเงินและตัดดอกเบี้ย เพื่อสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกร ซึ่งในข้อร้องเรียนได้มีการแบ่งเป็นข้อเสนอเรียกร้องต่อรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาโดยหลักใหญ่ๆ มี 4 ข้อคือ ข้อที่ 1. ปัญหาหนี้สิน และการฟื้นฟูอาชีพ ปัญหาหนี้สินและการฟื้นฟูอาชีพ ให้นำยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ระหว่างปี 2557 – 2560 มาดำเนินการดังนี้ การจัดการหนี้ เพื่อซื้อหนี้ทุกราย ทุกบัญชีพร้อมกันโดย ตรวจสอบการมีอยู่จริงของหนี้ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอลดต้นเงินและตัดดอกเบี้ย รัฐบาลจัดสรรงบประมาณชำระหนี้งวดแรก ประมาณร้อยละ 10 ของยอดหนี้คงเหลือ ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนทุกรายทุกบัญชี และให้เกษตรกรผ่อนชำระหนี้คงเหลือ ตามเกณฑ์ของกองทุนฟื้นฟูฯ การฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร สามารถสร้างรายได้เพื่อชำระหนี้ ให้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ระหว่างปี 2557 – 2560

ข้อที่ 2. ปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ควรคัดสรรบุคคลที่เข้าใจเกษตรกรและเข้าในยุทธศาสตร์ฯ เป็นกรรมการ โดยมีสัดส่วนของเกษตรกรในคณะกรรมการฯ เพื่อดำเนินการ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในประเด็นสำคัญ คือ โครงสร้างคณะกรรมการในคณะต่างๆ เพื่อแก้ไขอำนาจทับซ้อน ให้ความเห็นชอบ ขยายกรอบเวลายุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมกับจัดตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดวางระบบเพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ ข้อที่ 3. การแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนหนี้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ด้วยกฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 262 คือ มีการจำหน่ายหนี้สูญให้กับเกษตรกรที่พิการ เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับครอบครัว
และ ข้อที่ 4. ปัญหาการปฏิบัติตามนโยบายของฝ่ายราชการ ที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนโยบายทวงคืนผืนป่า มีการจับกุม ประกาศยึดพื้นที่ ตัดต้นยางพาราของเกษตรกร มีการเลือกปฏิบัติเฉพาะเกษตรกรที่มาจากภาคใต้ โดยไม่มีการจำแนกหรือตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกรตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 66/2557โครงการเกษตรแปลงใหญ่ มีการกำหนดเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการสูงเกินไป ทำให้เกษตรกรที่รวมตัวกันตามธรรมชาติไม่สามารถเข้าถึง และข้าราชการในพื้นที่ไม่เข้าใจแนวทางปฏิบัติ ไม่สนใจปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย ทำให้เกิดปัญหาเกษตรกรสับสน
ทั้งนี้ ในแต่ละข้อมีรายละเอียดชี้แจงเป็นราหัวข้ออย่างละเอียด และในข้อเรียกร้องยังกำหนดให้นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาแก้ปัญหาตามข้อเสนอที่ได้ยื่นให้ โดยขอให้มีกำหนดตอบภายใน วันที่ 12 เมษายน 2560 ไม่เช่นนั้น สมาชิกสมัชชาฯ จะเดินทางเข้าขอรับทราบคำตอบจากท่านนายกรัฐมนตรีที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเอง

