ดร.จอห์น เชื่อถูกบีบออก ประธานสภากทม. เหตุจี้คดีส.ก.ตั้งวงเล่นไพ่
เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาบาว่าการกทม.2 ดินแดง นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (ดร.จอห์น) ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย ประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จำนวน 25 ราย ลงชื่อเสนอญัตติขอให้สภากทม. เลือกตั้งประธานสภากรุงเทพมหานครใหม่ ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยที่3 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่า ตนยินดีเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก เข้ารับคัดเลือกเป็นประธานสภากทม. แต่ขอให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ใช้กฎกติกาเดิม ที่กำหนดให้คนที่เคยดำรงตำแหน่งประธานสภา กทม.รองประธานสภากทม. ไปแล้ว ต้องไม่เสนอชื่อเป็นแคนดิเดตอีก เพราะถ้ากฎที่ตั้งไว้ตอนแรกเปลี่ยนจะทำให้การปกครองและการบริหารไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นพรรค ควรใช้กฎเดิม เพื่อให้การปกครองและการบริหารมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้พรรคไม่มีเหตุผลในการเปลี่ยนตัวประธานสภากทม. และไม่มีการประเมินผลงานด้วย ขณะเดียวกันตนถูกใครก็ไม่รู้ใส่ร้ายมาปล่อยข่าวว่าทำผิดวินัย ทางพรรค ต้องการปลดออก ซึ่งไม่เป็นความจริง ตนยอมและพร้อมเสียสละเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกคนอื่นได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง
นายสุรจิตต์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ได้ติดตามผลการสอบจริยธรรม กรณีส.ก.ตั้งวงเล่นไพ่ จากคณะกรรมการการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย เพราะเวลาล่วงเลยมา 6 เดือนจะเข้าเดือนที่ 7 แล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าตอบกลับมา เรื่องนี้อาจเป็นประเด็นที่ทำให้คณะกรรมการฯ ไม่พอใจหรือไม่ ที่ไม่ปกป้องสมาชิก แต่ตนต้องดำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและยุติธรรม เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทำผิดจริง ก็หมายถึงผิดจริยธรรม
ส่วนแคนดิเดตฯ เหมาะสมหรือไม่ ขอให้ประชาชนช่วยพิจารณาและติดตามตรวจสอบด้วย เพราะคนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภากทม.และรองประธานสภา กทม.ควรเป็นคนสง่างาม ไม่มีชื่อเสียงเสียหาย ไม่ผิดศีลธรรมและจริยธรรม
นอกจากนี้การขอเปลี่ยนประธานสภากทม. ควรถ่ายทอดสด เพราะการประชุมสภากทม.มีการถ่ายทอดสดอยู่แล้ว แต่กลับมีการปิดถ่ายทอดสดและเป็นความลับ มีการฮั้วกันหรือไม่ มีอะไรไม่ถูกต้อง หรือมีการใช้อำนาจต่างๆหรือไม่ จีงขอเรียกร้องให้เปิดการถ่ายทอดสดด้วย
ขณะเดียวกันเรื่องการขอเปลี่ยนประธานสภา กทม. เป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ ทั้งๆที่ญัตติแก้ปัญหาประชาชนอีกหลายญัตติที่ยังไม่เข้าสู่การพิจารณา
อย่างไรก็ตามตนยินดีบรรจุญัตติการขอเปลี่ยนประธานสภา กทม.เข้าสู่วาระการประชุมสภา กทม.ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร (ฉบับที่2) พ.ศ.2563 ข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ.2559 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในข้อ 38 ที่ระบุ ญัตติตามข้อ 37(1) ญัตติเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของกรุงเทพมหานคร
ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานสภาและต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 2 คน เว้นแต่กฎหมายหรือข้อบังคับจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ประธานสภาบรรจุญัตติที่เสนอมาเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาภายในกำหนดเวลาอันสมควรในสมัยประชุมนั้น
นายสุรจิตต์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานสภากทม. เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.67 ได้สร้างโอกาสให้กับนักเรียนโรงเรียนสังกัดกทม. และยกระดับกทม. ให้เป็นมหานครแห่งเอเชีย ผ่าน 5 ผลงานหลัก ได้แก่ 1.การตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลก Digital Disruption 2.ผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล ผ่านการขับเคลื่อน 4 นโยบาย
ดังนี้ 1.บรรจุหลักสูตรมวยไทยในโรงเรียนสังกัดกทม. 2.ผลักดันกีฬา E-Sport ให้อยู่ในโรงเรียนสังกัด กทม. 3.ส่งเสริมโครงการเชฟชุมชน (บาริสต้า) เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้นักเรียนและบุคคลทั่วไป และ4.ส่งเสริมกีฬาฟุตบอลโดยการทำ MOU กับสโมสรฟุตกัมบะ โอซาก้า (เจลีก)
3.ผลักดันงบประมาณพัฒนาพื้นที่มากขึ้น 4. ด้านงานต่างประเทศ โดยสานความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องประเทศใหม่ๆ ทั้งหมด 6 เมือง และกำลังแก้ไขและลงนาม MOU สร้างความร่วมมือแลกเปลี่ยนนวัตกรรม อาทิ สภาเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา, สภาเมืองลอนดอน สหราชอาณาจักร, สภาเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี, สภาเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย, สภาเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส, สภาเมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน, สภาเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น และสภาเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
5. ประสานงานกับหน่วยงานภายนอก เรื่อง การแก้ไขปัญหาสายสื่อสารและปัญหาไฟฟ้าส่องสว่าง 8 เขตพื้นที่ ได้แก่ สวนหลวง บางกะปิ บางนา ประเวศ พระโขนง วัฒนา ห้วยขวาง ราชเทวี และ 6. สนับสนุนให้มีการตราข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อทำให้ กทม. เป็นเมืองที่โอบรับผู้คนอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ยังจัดนิทรรศการแสดงผลงาน มหานครแห่งเอเชีย เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยรวบรวมผลงานของ ส.ก. 50 เขต และผลงานของคณะกรรมการสามัญและวิสามัญ พร้อมทั้งโชว์วิสัยทัศน์การขับเคลื่อน กทม. ให้เป็นมหานครแห่งเอเชียด้วยกลไกของสภา กทม. อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากสภาเด็กและเยาวชนซักถามแนวทางการทำงานและข้อสงสัย ซึ่งเป็นครั้งแรกในการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมกับสภากทม. ในเวทีสาธารณะ

