วันที่ 11 เมษายน ชาวนาจังหวัดอ่างทองที่ต้องใช้รถกระบะบรรทุกคนและเครื่องมือการเกษตร ไปกลางทุ่งนาและต้องผ่านถนนหลวงในการเดินทาง วอนผู้มีอำนาจทบทวน การนั่งหลังกระบะ และการติดเข็มขัดในรถยนต์แค็บ พร้อมการจดทะเบียนรถเปลี่ยนประเภทรถยนต์และยังต้องติดตั้งหลังคาต่อเติมหากบรรทุกคน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงมาก หากต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งรถกระบะที่ชาวนาใช้นั้นส่วนใหญ่เก่าแก่มากแล้ว และช่วงนี้ราคาข้าวตกต่ำ กระทบภัยแล้งมีหนี้สินรุงรังจำต้องมาเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก
นายสมชาย คล้ายโตนด อายุ 64 ปี ชาวนาบ้าน หมู่ 1 ตำบลเทวราช อำเภอไชโย เปิดเผยว่า ทำนาจำนวน 20 ไร่ และมีรถกระบะคันแรกในชีวิติซื้อมาในราคา 60,000 บาท ใช้วิ่งขนเครื่องมือทางการเกษตรจากบ้านไปท้องทุ่งนาต้องผ่านถนนหลวงทุกครั้ง ในการสูบน้ำทำนา ฉีดยาฆ่าย่า ขนเครื่องและท่อสูบน้ำ รวมทั้งรับญาติพี่น้องในการออกไปช่วยกันทำนาหารายได้เลี้ยงครอบครัว แต่ต้องเป็นกังวลมากขึ้น หากหลังสงกรานต์ รัฐบาลเอาจริงจังในการห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะ ให้ดำเนินการติดตั้งหลังคาที่ท้ายรถกระบะเพื่อบรรทุกคน รวมถึงการติดเข็มขัดนิรภัยในแค็บ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น ทุกวันนี้ทำนายังเป็นหนี้สินอยู่เลยต้องสู้กับภัยแล้งแมลงกัดกินต้นข้าว และต้องเสียเงินในการปรับแต่งรถยนต์อีกในช่วงหลังสงกรานต์ ตนเองมีรถกระบะที่เก่าๆ คันหนึ่งและต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย คิดแล้วก็ท้อใจ

ด้านนายทรงยศ มะกรูดทอง สมาชิกสภาเกษตรอำเภอไชโย กล่าวว่า ชาวนาในอำเภอไชโยมีความเดือดร้อนแน่นอน หากบังคับให้รถกระบะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากทุกวันนี้ชาวนาอ่างทองต้องบรรทุกญาติพี่น้องไปท้องทุ่งนา และการเก็บพืชผลทางการเกษตรจากสวนไปส่งที่ในตัวเมือง เพื่อสร้างรายได้ จำต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หลังสงกรานต์นี้หากทางรัฐบาลดำเนินการเอาจริงและเข้มงวดต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงอยากวอนให้ชะลอ มาตรการเข้มงวดไปก่อนสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ชาวนาได้หาเงินมาแก้ไขปรับแต่งรถกระบะให้ถูกต้องตามกฎหมาย และหากเป็นไปได้น่าจะยกเลิกไปเลย เพื่อให้ทุกคนที่มีรถกระบะใช้ชีวิตตามเดิมต่อไป

