เมื่อวันที่ 11 เมษายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เป็นวันที่ 126 อาทิ บริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท อุดม เมดิคอลอิควิปเม้นท์ จำกัด, บริษัท บริสตอล-ไมเยอร์ส สควิบบ์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท เจมคาร์ เอเชีย จำกัด, บริษัท เดอะเบสท์ เจมส์ ซินส์ 1988 จำกัด, บริษัท ไอพีจี แอดเวอไทซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด สาขา มัลเลนโลว์ เป็นต้น
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 10 เมษายน หลังสำนักพระราชวัง ปิดเวลา 21.08 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 23,330 คน รวม 159 วัน มี 6,021,792 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,713,282.25 บาท รวม 159 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 492,351,892.26 บาท
เวลา 10.30 น. นายณยศ ปิสัญธนะกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเท้ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพล
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 160 ประชาชนจากทั่วประเทศยังคงเดินทางมาเข้าคิวสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง โดยต่างใช้โอกาสวันหยุดปิดเทอมและเทศกาลสงกรานต์ จูงบุตรหลานมาจำนวนมาก
นางมณี เลี่ยงภัย อายุ 60 ปี ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางจาก อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมน้องสาว ลูกชายและเพื่อน น.ส.สิรี เลี่ยงภัย, นายนันทวัฒน์ อจลานนท์ และน.ส.ลินดา จรรยาประเสริฐ โดยนางมณีกล่าวว่า มีโอกาสมาเข้ากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 2 แต่คนอื่นมาเป็นครั้งแรก แต่ไม่ว่าจะมากี่ครั้งก็รู้สึกซาบซึ้งและปลื้มใจ เพราะเรารักพระองค์มาก พระองค์ทรงงานให้แก่ประชาชนคนไทยมานานนับ 70 ปี และรู้สึกเป็นบุญมากๆ ที่เคยได้เฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์หลายครั้ง ทั้งที่ได้เห็นพระองค์อย่างใกล้ชิดหรือแม้แต่มองเห็นระยะไกล แต่ทุกครั้งก็จะจดจำนำความปลาบปลื้มมาเล่าต่อให้ลูกหลานฟัง นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นข้าในพระองค์ ตัวเองได้ปฏิญาณตนในการทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นที่หนึ่ง ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน พร้อมให้บริการประชาชนด้วยความจริงใจ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่คดโกง โดยได้ยึดพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างมาตลอด
ด้านลูกชาย นายนันทวัฒน์ อจลานนท์ วิศวกรโยธา เผยถึงความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งถวายงานรับใช้ในโครงการพระราชดำริ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการในพระราชดำริเขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก และโครงการพระราชดำริสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมหรือสะพานภูมิพล ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าโครงการในพระราชดำริของพระองค์ทรงสร้างประโยชน์และช่วยให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้นมาก
“ก่อนหน้าที่จะได้มาทำงานถวายพระองค์ ก็เป็นช่างทำงานทั่วไป แต่วันหนึ่งนั่งเรือข้ามฟากผ่านโครงการที่กำลังก่อสร้างสะพานภูมิพล ในใจก็คิดอยากจะมีโอกาสได้ทำงานถวายพระองค์และในที่สุดก็มีโอกาสนั้นจริงๆ นับเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต นอกจากนี้งานที่ทำต้องอยู่กลางแดด อากาศร้อน และมีฝุ่นเยอะ แต่ทุกครั้งเมื่อได้มองพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีหยดเหงื่อตรงปลายจมูกพระองค์ก็กลับทำให้มีกำลังใจ พร้อมอดทนและสู้งานต่อไป เพราะพระองค์ทรงเหนื่อยกว่าพวกเราหลายเท่า ขณะเดียวกันตัวเองเป็นมุสลิม รู้สึกปลื้มใจที่พระองค์พระราชทานให้แปลคัมภีร์อัลกุรอ่านเป็นภาษาไทย ทำให้เห็นว่าทรงไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นศาสนา ทรงห่วงใยทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน และเชื่อว่าชาวมุสลิมก็รักและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพวกเรา” นายนันทวัฒน์กล่าว

นางบัวชุม จุติกรี อายุ 60 ปี ชาวอำเภอโนนสูง จ.นครราชสีมา ซึ่งเดินทางมากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรกพร้อมลูกสาว นางสาวสุรีรัตน์ จุติกรี อายุ 35 ปี คุณครูโรงเรียนบ้านหลุมข้าว อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยนางบัวชุมกล่าวว่า รู้สึกตื้นตันที่รอมานานกว่า 4 เดือน ก็ได้เข้ามากราบแล้ว ทุกวันนี้แค่พูดถึงในหลวง ร.9 ก็ยังมีน้ำตาทุกครั้ง นับเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์โดยการทำเกษตรผสมผสาน อย่างครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ก็ปลูกผักอย่างละเล็กละน้อยตามฤดูกาล เลี้ยงปลา ไก่ เก็บไข่ไก่ ใช้ประกอบอาหาร กับข้าวก็ไม่ต้องซื้อ เพราะเรามีวัตถุดิบทุกอย่างอยู่ในบ้านของเรา หลังจากที่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น ประหยัด สามารถเลี้ยงลูก 2 คนให้เรียนจบมีงานที่ดีทำ
ขณะที่นางสาวสุรีรัตน์ จุติกรี บุตรสาว กล่าวว่า ด้วยความที่เป็นคุณครู ก็ยึดหลักการทรงงานของพระองค์ในด้านการทรงงานหนัก มาใช้ทำงาน ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง พยายามให้ความรู้เด็กอย่างเต็มที่ ทุ่มเทในการทำงานในทุกวัน โดยหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตก็ได้นำเรื่องราวพระราชกรณียกิจต่างๆ มาสอนเด็กๆ รุ่นใหม่ต่อไป

นางเจริญรัตน์ นิธิพงษ์ไพ อายุ 53 ปี อาสาสมัครโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมกับชมรมผู้สูงอายุชุมชนทัพหลวง กว่า 50 คน ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนอยากเดินทางมากราบพระองค์มากแต่ด้วยสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงจึงเดินทางมาได้เพียงบางส่วน สำหรับตนได้มีโอกาสเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 เป็นครั้งที่ 4 รู้สึกตื้นตันใจมาก การได้มากราบพระองค์ใกล้ชิดแบบนี้เหมือนได้มาเพิ่มพลังให้กับตนเอง จึงตั้งใจว่าจะหาโอกาสเดินทางมากราบให้ได้ครบ 9 ครั้ง เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต
“ที่ผ่านมาได้นำคำสอนในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ มาใช้ในการจัดระบบการใช้จ่ายเงินของตัวเอง และได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็นคนดีของสังคม และทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน ซึ่งพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ตรัสไว้ว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ ฉันมีแต่ความสุขที่ร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นเท่านั้น” ซึ่งตนก็ไม่หวังสิ่งใด และถึงแม้จะไม่เคยทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็จะขอทำสิ่งเล็กๆ ด้วยใจ ด้วยการเป็นคนดีของสังคมและคอยดูแลช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของพระองค์” นางเจริญรัตน์กล่าว

