เผยจุดเกิดเหตุโครงเหล็กถล่มทับ 12 คนงานเจ็บ ในซอยนิมิตรใหม่ 6/2 เป็นไซต์งานการประปา สร้างถังกักเก็บน้ำใส สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี ประสาน พฐ.ตรวจละเอียดพรุ่งนี้
เมื่อเวลา 19.55 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ร.ต.ท.อัมรินทร์ ร่ามหริ่ง รอง สว.(สอบสวน) สน.มีนบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุแผงเหล็กเส้น ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างถังกักเก็บน้ำหล่นทับคนงานได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดภายในสถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี การประปานครหลวง ซอยนิมิตรใหม่ 6/2 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยมูลนิธิร่วมกตัญญู อาสาสมัครร่มไทรมีนบุนรี และกู้ภัยสยามร่วมใจ
ที่เกิดเหตุพบคนงานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่บริเวณแขนและขา รวม 12 ราย แบ่งเป็น ชาย 9 ราย และหญิง 3 ราย ประกอบด้วย ชาวไทย 2 ราย ชาวเมียนมา 7 ราย และชาวกัมพูชา 3 ราย เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำตัวส่ง รพ.นวมินทร์ 9 และ รพ.นวมินทร์ 1 เพื่อรักษาอาการ

สอบสวนผู้ควบคุมงานระบุว่า ไซต์งานดังกล่าวมีคนงานอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ภายในจุดเกิดเหตุ รวมทั้งสิ้น 160 ราย ยืนยันว่าขณะนี้ยอดจำนวนคนงานออกมาอยู่ภายนอกอาคารครบถ้วนทั้งหมด รวมไปถึงจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่มีผู้ติดค้างแม้แต่อย่างใด
รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการภายในอาคารสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.กทม.) อยู่ระหว่างเข้าตรวจสอบคนงานและผู้ติดค้างภายในอย่างละเอียดอีกครั้ง
สำหรับพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุเป็นโครงการก่อสร้างถังกักเก็บน้ำใส มีการวางเหล็กเส้นเสริมโครงสร้างล้อมรอบพื้นที่เพื่อเตรียมเทคอนกรีต แต่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการปฏิบัติงาน ส่งผลให้โครงเหล็กเส้นทรุดตัวลงมาทับคนงานดังกล่าว

สำหรับโครงการก่อสร้างแห่งนี้เป็นของการประปานครหลวง อยู่ระหว่างการก่อสร้างถังกักเก็บน้ำใสขนาดความจุ 70,000 ลูกบาศก์เมตร ที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี งานก่อสร้างอาคารพักน้ำเข้า (เชื่อมเก็บน้ำใสเดิม) งานก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างถังเก็บน้ำใส และงานก่อสร้างอาคารจ่ายคลอรีนไปยังถังเก็บน้ำใส โดยมีบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้รับเหมาโครงการ ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.66 ถึงวันที่ 5 ก.ย.2568 ที่จะถึงนี้ รวมระยะเวลา 780 วัน โดยมีงบประมาณการก่อสร้าง 6.9 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ สถานที่ดังกล่าวไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน รวมถึงบุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบสถานที่จุดเกิดเหตุแม้แต่อย่างใด หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค. เพื่อสรุปหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป




