หน้าแรก ในประเทศ สภาชุมชน 4 ตำ...

สภาชุมชน 4 ตำบล อ.เขาค้อ ชี้แก้ที่ดิน รอส.ต่างกับภูทับเบิกเพราะมีระเบียบชัด วอนโซเชียลคนพื้นที่ไม่ได้รุกป่า

11.04.17 | 16:55 น.

วันที่ 12 เมษายน นายเนรมิต พรมทา รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาค้อ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวถึงกรณีสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ไล่จี้ให้จัดการรีสอร์ตสร้างบนที่ดิน รอส.เขาค้อ พร้อมหนุนให้ใช้ ม.44 แก้ปัญหา โดยยกกรณีภูทับเบิกเจอ ม.44 ถูกสั่งรื้อพร้อมระบุเป็นการเลือกปฎิบัติแบบสองมาตรฐานว่า จริงๆ แล้วความเป็นไปของที่ดิน รอส. 4 ตำบล เป็นคนละประเด็นกับภูทับเบิก เพราะภูทับเบิกเป็นการเข้าไปอยู่ของชนเผ่า ช่วงหลังมีนายทุนสร้างรีสอร์ต แต่เขาค้อมีการอนุญาตให้ใช้และจัดสรรโดย กอ.รมน.ภาค 3 ซึ่งมีกฎระเบียบชัดเจนอยู่แล้ว แต่เนื่องจากทางราชการไม่ได้ส่งเสริมและแก้ปัญหาเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทำให้ยิ่งอยู่ไปยิ่งยากจนซึ่งเดิมตอนที่มาก็ยากจนอยู่แล้ว เพราะในช่วงแรกๆ คนรวยก็ไม่มาอยู่แล้ว


นายเนรมิตกล่าวว่า แต่ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเขาค้อบูมขึ้นบวกกับราษฎรที่ยากจน จึงมีการแบ่งปันขายสิทธิบางส่วนเพื่อความอยู่รอด และดำรงอยู่ร่วมกับผู้ประกอบการ หากไม่มีผู้ประกอบการการท่องเที่ยวก็เป็นไปได้ยากไปไม่รอด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาหาทางออกร่วมกัน ในมุมมองของภาคประชาชนมองว่า เราก็คนไทยด้วยกัน แต่จะต้องมีกติกาในการอยู่ของคนกับกับป่าร่วมกันได้ และทุกคนอยู่อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนภูทับเบิกต่อไป

รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาค้อ กล่าวว่า ปัญหาภูทับเบิกคือคนเข้ามาเยอะแต่ไม่มีวิธีการจัดการ ไม่มีหน่วยงานช่วยดูแลทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรรวดเร็วมากและก่อปัญหาให้กับสังคม นักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็ทำเสียงดังไม่มีกติกาทำความเสื่อมโทรมให้กับทรัพยากร สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่อยู่อาศัยซึ่งไม่ได้ทำการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นถ้าจะทำภาคประชาชนต้องมีส่วนรับรู้ และควรมีส่วนร่วมในการจะทำหรือไม่ทำจึงควรจะไปถามเขาด้วย

“ส่วนมาตรา 44 ที่นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนมีการเคลื่อนไหวอยากจะใช้แก้ปัญที่เขาค้อนั้น มองว่าคนละประเด็นกับภูทับเบิก เพราะว่าในส่วนของเขาค้อก็มีกฎระเบียบหากใครบุกรุกก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ถ้าใครไม่ได้บุกรุกก็ต้องมาคุยกันเป็นรายๆ ไป ซึ่งตอนนี้เท่าที่ภาคประชาชนเราสำรวจไม่มีมีการบุกรุก แต่เป็นการใช้ที่ดินผิดเงื่อนไข เพราะแต่ก่อนจัดสรรให้ใช้การเกษตร แต่เกษตรไปไม่รอดส่วนการท่องเที่ยวมาแรงกว่า ทำให้ชุมชนมีรายได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะป้องกันการบุกรุก ความชัดเจนของขอบเขตพื้นที่ที่เราได้สำรวจและภาครัฐก็มีอยู่แล้วไม่ได้มีการบุกรุก เพียงแต่อาจจะมีการใช้ผิดประเภท เพราะฉะนั้นจะต้องมีมาตรการเป็นแนวทางเลือกออกมา ให้มีการจัดโซนนิ่งเพื่อให้เกิดความสวยงามเป็นระเบียบขึ้น” นายเนรมิตกล่าว

Advertisement

นายเนรมิตกล่าวอีกว่า ในส่วนของรีสอร์ตก็จะยังสามารถอยู่ร่วมกันคนและป่าได้ต่อไปแต่ต้องดูแลชุมชน  และต้องอยู่แบบเกื้อกูลกันไม่ใช่มาแบบกอบโกยแล้วเอาไป เชื่อว่าอยู่ได้หากมีกติการ่วมกัน น่าจะสร้างทรัพยากรพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนสิทธิการถือครองทาง กอ.รมน.ภาค 3 ก็มีเส้นทางที่จะเดินตามกฎระเบียบ ถ้าเป็นที่เขาปรารถนาก็อยากให้ที่ดินบนเขาค้อ น่าจะเป็นที่ดินราชพัสดุซึ่งจะถูกต้องตามกฎหมายในอนาคต ใครจะอยู่ตรงไหนก็ต้องไปเช่าที่ดินจากรัฐแต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ส่วนในพื้นที่ป่าไม้ก็เป็นหน้าที่ของป่าไม้จะอนุญาตให้อยู่อาศัยก็ยังเป็นที่ดินของหลวงอยู่ดี

“มองว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินก็ยังเป็นของหลวง แต่การใช้ประโยชน์ก็ว่ากันไปตามโซนนิ่งที่จะต้องจัดไว้ ส่วนนายทุนที่เขาค้อผมก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนนะว่าเป็นนายทุน เพราะเป็นผู้ประกอบการที่ครั้งแรกมาลงทุนไม่ใช่มาเพราะต้องการฮุบที่ดิน แต่มาเพราะถูกใจสภาพอากาศอยู่แล้วสบาย จึงค่อยๆ ทำของตนเองและค่อยๆ ขยายกิจการ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีมากขึ้น ซึ่งเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวแค่ 2 แสนคน แต่มาถึงเวลานี้เพิ่มเป็น 2 ล้านคน จึงต้องรองรับตรงนี้” นายเนรมิตกล่าวอีก

นายเนรมิตกล่าวต่อด้วยว่า ถามว่าจะเป็นการยกที่ดินให้นายทุนรีสอร์ตหรือปล่าว ผมว่าก็ยังเป็นที่ดินของรัฐอยู่ซึ่งเป็นเส้นที่ที่คิดว่ากันไว้  ส่วนผู้ใช้ประโยชน์ก็ต้องเช่าจากรัฐอยู่ดี ไม่ใช่เป็นการยกที่ดินให้นายทุน แต่เปรียบเทียบกับโมเดลที่อื่นอย่างเช่นที่วังน้ำเขียว ไม่มีขบวนการการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการทำข้อมูลตรงนี้ให้ภาครัฐ เมื่อเขาค้อมีข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้วมีพื้นที่เท่าไหร่ใครอยู่ตรงไหน เมื่อเช็กกับหน่วยงานภาครัฐแล้วก็ไม่พบว่ามีพื้นที่ไหนบุกรุกใหม่ แถมจาก 1.2 แสนไร่ใช้ไปแค่ราว 6 หมื่นไร่ ก็แสดงยังใช้ยังไม่หมดด้วยซ้ำ ฉะนั้นหากมองไปในอนาคตหากภาคราชการคิดว่าจะผนวก เพื่อขยายพื้นที่ชุมชนที่จะขยายตัวหรือเติบโตขึ้น ก็น่าจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

ด้านนายปรีชา เดชบุญ เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลสะดาะพง อ.เขาค้อ กล่าวว่าปัจจุบันสังคมอาจจะมองว่าคนที่อยู่บนเขาค้อทุกคน คือคนที่บุกรุกป่าสงวนฯแต่จริงๆแล้วไม่ใช่และจะไปเปรียบเทียบกับภูทับเบิกก็คงไม่ใช่ ที่มาที่ไปแตกต่างกัน โดยภูทับเบิกจะเป็นการจัดพื้นที่ของทางศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขาที่ 38 แต่ที่เขาค้อจะเป็นกอ.รมน.ภาค 3 โดยที่มาต่างกันก็คือเป็นการจัดสรรที่ดิน เพื่อตอบแทนคุณความดีให้แก่ราษฎรอาสาที่มาช่วยรบ แต่เนื่องจากกาลเวลาผ่านไป ทำให้เริ่มไม่มีอาชีพที่เป็นหลักแหล่งจึงนำที่ดินไปเสนอขายให้กับผู้ติดใจอากาศและกำลังเกษียณอายุ จึงทำให้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันเกิดขึ้น

“การจัดสรรที่ดินให้รอส.เริ่มตั้งแต่ปี 2525-2527 แต่ป่าสงวนมาประกาศทับเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2529 ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกโซเชียลและสังคมไม่รับรู้ว่าจริงๆ คนในพื้นที่เขาค้อไม่ได้ไปบุกรุกป่าสงวน ส่วนพื้นที่นอกเขตก็เป็นไปตามธรรมชาติเมื่อครอบครัวขยายก็ออกไปทำกินนอกเขตที่ทางราชการกำหนดให้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะประกาศเป็นที่ป่าสงวนทางการก็ประกาศว่า หากราษฎรรายไหนไปทำกินนอกเหนือจากพื้นที่้ตรงนี้ก็ให้ไปแจ้งภายใน 9 วัน เกินกำหนดก็สละสิทธิ ปรากฏว่ามีราษฎรไปแจ้งเป็นจำนวนมากจนทางราชการไม่สามารถออกหนังสือรับรองสิทธิให้ทันจึงถูกตราหน้าว่าไปบุกรุกป่าสงวน” นายปรีชากล่าว

นายปรีชากล่าวอีกว่า จากการที่สภาองค์กรชุมชนทั้ง 4 ตำบลมีโครงการสำรวจ กล้ายืนยันได้ว่าเฉพาะที่ดำเนินการสำรวจทั้ง 4 ตำบล ปรากฏว่าไม่มีแปลงใดเลยที่บุกรุกที่ใหม่ ยกเว้นจะเป็นเขตทับซ้อนกับเขตอุทยานฯเขาค้อซึ่งเพิ่งประกาศเมื่อปี 2555 อาจจะมีเขตเหลื่อมล้ำแต่อยู่ระหว่างการแก้ไข ฉะนั้นจึงขอยืนยันว่าชาวเขาค้อไม่มีการบุกรุกป่าสงวนใหม่เลยเป็นพื้นที่เดิม ซึ่งสภาพข้อเท็จจริงคือเป็นสภาพที่ป่าเลื่อมโทรมหมดแล้วไม่มีอะไร