อดีต อสส – รอง อสส. เห็นด้วย รธน.60 หมวดอัยการไม่ให้ อสส.เป็นประธาน ก.อ.โดยตำแหน่ง ชี้ เป็นความเหมาะสมของยุคสมัย หากกฎหมายลูกเสร็จ “อรรถพล “ อดีตอัยการสูงสุด พร้อมลงชิง ตำแหน่ง ประธาน ก.อ.
เมื่อวันที่ 11 เมษายน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ในฐานะ คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในหมวดที่ 13 เรื่ององค์กรอัยการ ที่มีการเปลี่ยนจาก ประธาน ก.อ.ที่เดิมเป็นอัยการสูงสุดโดยตำแหน่ง ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหลักการที่ตนเห็นด้วย แต่เดิมนั้นในช่วงก่อนปี 53 ประธาน ก.อ.ก็ไม่ใช่อัยการสูงสุดโดยตำแหน่ง แต่เพิ่งมาปี2553 ที่มี พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ซึ่งได้ระบุให้ประธาน ก.อ.เป็นอัยการสูงสุดโดยตำแหน่ง ซึ่งในขณะนั้นตนก็ไม่เห็นด้วยที่มีการเปลี่ยนให้อัยการสูงสุดต้องเป็น ก.อ. เนื่องจากประธาน ก.อ.ควรเป็นบุคคลซึ่งไม่ใช่เป็นอัยการสูงสุด คนปัจจุบันและต้องมาจากการเลือกตั้ง สมัยก่อนประธาน ก.อ.จะมาจากการเลือกตั้งจาก อดีตอัยการสูงสุด, อดีตรองอัยการสูงสุด หรือข้าราชการพลเรือนตั้งแต่ระดับอธิบดีขึ้นไปแล้วมาให้อัยการทั่วประเทศเลือก ฉะนั้นการที่เปลี่ยนกลับมานั้น ตนเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะอัยการสูงสุดเป็นผู้แทนนิติบุคคล และอยู่ในฝ่ายบริหารอยู่แล้วถ้ายังเป็น ก.อ.ด้วยก็จะคล้ายกับว่าสวมหมวก 2 ใบ เรียกว่าเป็นทั้งผู้บริหารของสำนักงานอัยการสูงสุดแล้วก็มาเป็นประธาน ก.อ.ที่ดูแลเรื่องนโยบายในภาพรวมและระเบียบข้อบังคับต่างๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ว่าตัวประธาน ก.อ.ต้องไม่เป็นพนักงานอัยการในปัจจุบัน ตนขอประกาศเลยว่าถ้ากฎหมายลูกรัฐธรรมนูญประกาศออกมาแล้ว ตนจะลาออกจากอัยการเพื่อเสนอตัวเป็น ประธาน ก.อ.แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ทราบว่าว่าจะใช้วิธีการสมัครอย่างไร แต่พร้อมที่จะลงสมัคร ซึ่งก็คาดว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญก็คงจะกำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องไม่เป็นพนักงานอัยการในปัจจุบัน และก็ให้ข้าราชการที่สมัครจากระดับอธิบดีตามหน่วยงานมาเสนอตัวเพื่อสมัครให้อัยการทั่วประเทศเลือกเหมือนเช่นที่ผ่านมาก็ได้
นายอรรถพล กล่าวว่า ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่า ก.อ.คนนอกจะต้องไม่เคยเป็นพนักงานอัยการ 2 คน นั้นเรื่องนี้ก็จะต้องดูว่าจะแก้ไขกฎหมายลูกอย่างไร ซึ่งตนก็ทราบว่า ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด (อสส.)ได้ตั้งคณะทำงานที่จะร่างกฎหมายลูกดังกล่าวแล้ว
เมื่อถามถึงอัตราสัดส่วนคนนอกที่เข้ามาเป็น ก.อ. ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นาย อรรถพล กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างเดิมของ ก.อ.นั้นประกอบด้วย อัยการสูงสุดเป็นประธาน ก.อ.และรองอัยการสูงสุดเป็น 4 คน เป็น ก.อ.โดยตำแหน่ง แล้วก็เลือกมาจากพนักงานอัยการไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ในตำแหน่งบริหารหรืออัยการอาวุโส 3 คน แล้วก็เลือกจากอัยการบำนาญ 3 คน ถ้ารวมจากวุฒิสภาและครม.ก็จะเป็น 14 คน และ 14 คนดังกล่าวจะเลือกบุคคลที่ไม่ได้เป็นอัยการ และเป็นผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องแผนด้านบริหารงานบุคคลมา 1 คน รวม 15 คน ซึ่งทำให้ ตามรับธรรมนูญเดิมนั้นมี ก.อ.มาจากคนนอก 4 คน แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เราจะมี ก.อ.ที่มาจากคนนอกที่ไม่เคยเป็นอัยการเลย 2 คน
เมื่อถามต่อว่าที่ต้องมาจากคนนอกที่ไม่เคยเป็นอัยการเลยเพราะต้องการนำมาตรวจสอบหรือคานอำนาจใช่หรือไม่ นาย อรรถพล กล่าวว่าเรื่องการคานอำนาจคงคานไม่ได้เพราะมีแค่ 2 คน แต่คงต้องการให้มาใช้อำนาจกึ่งตรวจสอบว่าอัยการใช้อำนาจการบริหารงานถูกต้องหรือไม่อย่างไร ซึ่งการบริหารงานของ ก.อ.ไม่เคยมีข้อครหามาก่อน เหมือนกับการบริหารงานของ คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.)ในศาลยุติธรรมที่มีคนนอกเข้ามาเป็น ก.ต.เช่นกัน
เมื่อถามว่าก่อนนี้เคยมีกรณีที่มีการเสนอแก้ไข ก.ต.ของศาลยุติธรรมมีผู้พิพากษาออกมาคัดค้านจำนวนมากในส่วนที่มีการแก้ไขห้าม ประธาน ก.อ. เป็น อสส. มีเสียงคัดค้านจากอัยการหรือไม่ นาย อรรถพล กล่าวว่า ไม่มีเสียงคัดค้าน เนื่องจาก เราต้องยอมรับว่า ก.ต.นั้นจะต้องเป็นประธานศาลฎีกาเป็น ประธาน ก.ต.เพราะประธานศาลฎีกาเป็นประธานในฐานะกึ่งสัญลักษณ์ ท่านไม่ได้ลงมาบริหาร การที่ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ก.ต.จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะศาลยุติธรรมจะมีเลขาธิการศาลยุติธรรมทำหน้าที่อยู่ในการบริหาร เช่นเรื่องลงนามสัญญาแทนศาล แต่ขณะที่อัยการสูงสุดเป็นผู้แทนหน่วยงาน เช่นกรณีที่จะถูกฟ้อง การฟ้องสำนักงานอัยการสูงสุดก็จะต้องฟ้องอัยการสูงสุดในฐานะเป็นผู้แทน นิติบุคล บุคคลภายนอกอาจมีไม่เห็นด้วยแต่เสียงส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยว่าควรจะให้มีคนนอกเข้ามา แต่ไม่ใช่การที่จะเข้ามาเป็นตัวแปรในการเลือกผู้นำของอัยการ เนื่องจากธรรมเนียมของศาลและอัยการจะเหมือนกันคือคำนึงถึงอาวุโสเป็นหลัก
“ดังนั้นการที่มีประธาน ก.อ.มาจากบุคคลที่ไม่เป็นพนักงานอัยการในปัจจุบันนี้ผมจึงเห็นชอบด้วย แต่ถ้าบอกว่าต้องไม่เคยเป็นอัยการเลยผมไม่เห็นชอบ เพราะแสดงว่าไม่สกัดกั้นหรือ ริดรอนสิทธิของบุคคลที่เคยเป็นอัยการในการที่จะเข้ามาเสนอตัวให้เลือกตั้ง” อดีตอัยการสูงสุดกล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่นายถาวร พานิชพันธ์ อดีตรองอัยการสูงสุด คณะกรรมการอัยการ(ก.อ.) กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้มีการเปลี่ยนจากเดิมคือ เดิมตำแหน่งประธาน ก.อ.ที่จะต้องเป็นอัยการสูงสุดโดยตำแหน่งนั้นก็เปลี่ยนเป็นว่าจะให้บุคคลภายนอกซึ่งอาจจะเป็นอดีตอัยการตั้งแต่ระดับรองอัยการสูงสุดขึ้นไปก็ได้ แต่ไม่เป็นข้าราชการปัจจุบันสามารถได้รับเลือกมาเป็น ประธาน ก.อ.ได้ ก็เหมือนกับการนำระเบียบที่เคยมีแล้วกลับมาใช้ เพียงแต่ว่าจะยังไม่ใช้โดยอัตโนมัติเลย แต่โดยหลักต้องเป็นลักษณะแบบนี้ ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยก็ต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายลูกที่จะมารองรับอีกที ว่านอกจากประธาน ก.อ. แล้วในส่วนของกรรมการ ก.อ.จะเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องสัดส่วนของ ก.อ.คนนอกของเดิมนั้นจะมากจากวุฒิสภา 2 คนและรัฐบาล 1 คน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้ แต่ถ้าคร่าวๆ โดยหลัก คือ 1.ตัวประธาน ก.อ.จะต้องไม่ใช่ข้าราชการในปัจจุบัน 2.กรรมการที่มาจากการเลือกจากบุคคลภายนอกอย่างน้อย 2 คน ส่วนจะมาจากสภาหรือรัฐบาลต้องไปดูในรายละเอียดของการออกกฎหมายลูก และต้องดูหน่วยงานอื่นและความเหมาะสมด้วย
เมื่อถามว่าการเปลี่ยนจาก เดิมที่ว่า อสส.จะต้องเป็นประธาน ก.อ. มาเป็นคนอื่นจะสร้างความไม่พอใจให้กับอัยการหรือถูกมองว่าโดนล้วงลูกหรือไม่ นาย ถาวร กล่าวว่าไม่เชิง เพราะลักษณะนั้นเดิมเราก็เคยมีลักษณะแบบนี้มาก่อน และการแก้ไขก็เพื่อความเหมาะสมแต่ละยุคสมัย ต้องเข้าใจก่อนว่า ก.อ.เองไม่ได้เข้ามาบริหารงานของสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นเพียงมีส่วนในการช่วยการบริหารงานบุคคลในส่วนของการคุ้มครองดูสิทธิของอัยการเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระกรณีที่ทำถูกต้อง หรือหากทำไม่ถูกต้องก็สามารถที่จะให้โทษได้ ส่วนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างนั้นไม่เกี่ยวกับ ก.อ. ซึ่ง แต่เป็นอำนาจในการบริหารของ อสส.ซึ่งโดยปรกติอำนาจบริหารก็มีการแยกกันอยู่แล้ว อย่างที่ผ่านมาอัยการสูงสุดเวลาทำหน้าที่บริหารเช่นการสั่งคดีต่างๆย่อมว่าไปตามกฎหมายให้อำนาจ แต่ถ้ากรณีที่เกี่ยวกับเรื่องการบริหารบุคคลนั้น อัยการสูงสุดที่เป็นประธาน ก.อ.โดยตำแหน่งก็จะต้องฟังเสียง ก.อ.เป็นส่วนใหญ่ในเรื่องของการเลื่อนขั้นปรับชั้นอัยการ หรือให้คุณให้โทษอัยการ
เมื่อถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ประกาศใช้ไปแล้วตำแหน่งใน ก.อ.จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลยหรือไม่ นาย ถาวรกล่าวว่าขระนี้ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ อสส.จะยังคงดำรงตำแหน่งประธาน ก.อ.ต่อไปจนกว่าจะมีการออกกฎหมายลูกซึ่งจะใช้ระยะเวลาไม่นานนักเพราะมีกรอบแนวของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อยู่แล้ว
“ปัจจุบันนี้ถึงจะยังไม่ได้แยกเด็ดขาดระหว่างอสส. กับประธาน ก.อ. แต่เวลาการบริหารบุคคลอย่างเช่น จะไล่ใครออกก็จะต้องให้ ก.อ.มาช่วยตรวจสอบ การโยกย้ายก็ต้องผ่าน ก.อ. ผมเองก็เป็น ก.อ.ก็สามารถพูดได้เต็มที่ จึงเป็นการบริหารงานโดยใช้เสียงข้างเป็นใหญ่ การเปลี่ยนก็เป็นไปตามยุคสมัยเพื่อให้คนเห็นว่า อัยการทั่วไปจะได้เป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ และมีสปิริตโดยเที่ยงธรรม และมีคนมาดูแลได้เต็มที่ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ”นาย ถาวร กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายอรรถพล เคยดำรงตำแหน่ง อัยการสูงสุด อัยการสูงสุดคนที่ 11 เมื่อวันที่ 1ตุลาคม 56แต่ต่อมาภายหลังที่ คสช.ทำการรัฐประหารก็ได้มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 62/2557 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ให้ นายอรรถพล จากตำแหน่งอัยการสูงสุด ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ และเมื่อวันที่ 20พฤศจิกายน 57 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ประกาศผลการเลือกตั้งซ่อม กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.อ.) ประเภทข้าราชการอัยการชั้น 6 ขึ้นไปซึ่งปรากฏว่า จำนวนบัตรเลือกตั้งที่อัยการ ทั่วประเทศที่มีสิทธิลงคะแนนกว่า 3,100 คน ได้มีการลงคะแนนและ ส่งกลับมาเพื่อตรวจนับมีจำนวนกว่า 2,400 ใบ และนายอรรถพล อดีตอัยการสูงสุด นั้น ได้คะแนนสูงถึง 1,677 คะแนน ซึ่งเกินจำนวนกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิและผู้ลงคะแนน

