วันที่ 12 เมษายน 2560 หลังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูล ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากชมรมเรือหางยาวและตัวแทนเรือ สปีดโบ้ท เกาะหลีเป๊ะ กรณีความขัดแย้งที่เกิดจากการประกอบการเรือหางยาวเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวคนละ 50 บาท หลังเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นที่สนใจแก่ประชาชนและทุกภาคส่วน เนื่องจากได้มีการปรากฏข่าวและสื่อสังคมออนไลน์ จนส่งผลต่อภาพลักษณ์จังหวัดสตูล ขณะที่ ชมรมเรือหางยาวเกาะหลีเป๊ะ ได้ยืนยันในความบริสุทธิ์ว่าได้ทำตามระเบียบทุกประการ
ด้านนายเดชา ดำกระบี่ ผู้ประกอบการเดินเรือท่องเที่ยว แสดงความคิดเห็นที่ประชุมว่า รู้สึกเสียใจที่เกิดปัญหาบาดหมางขึ้นระหว่างชาวเล และผู้ประกอบการ เพราะตลอดการทำงานที่ผ่านมานับสิบปี ตนเป็นหนึ่งในชุดแรก ๆ ของการบุกเบิกการทำงานร่วมกับชาวเล ในการผลักดันให้ชาวเลมีอาชีพในการบริการนักท่องเที่ยว แต่มาวันนี้สิ่งที่ตนได้รับคือความไม่ชอบธรรม หลังโป๊ะชำรุด ทุกบริษัทนำเรือเข้าเสียบหาด ไม่ได้ใช้บริการเรือหางยาวแต่บริษัทของตนยินดีที่จะจ่ายเงินค่าเรือหางยาวให้ชาวเล เพราะไม่อยากจะทำตัวให้มีปัญหา แต่กลับพบว่ามีบางบริษัทไม่จ่ายเงินดังกล่าว เม็ดเงินตลอด 4 เดือนกว่าที่ต้องจ่ายไป 2 ล้านบาท กลับพบว่ามีความไม่โปร่งใส ตนอยากทราบว่าเงินที่บริษัทตนได้จ่ายไปอยู่ที่ไหน
สำหรับบริษัทเดินเรือเข้าเกาะหลีเป๊ะในจังหวัดสตูล มี 7 บริษัท ไม่รวมบริษัทที่มาจากเกาะลันตา กระบี่ และเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ทำให้ผู้ประกอบการตั้งข้อกังขา การจ่ายเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ว่าเข้าไปช่วยเหลือคุณภาพชีวิตชาวเลจริงหรือไม่ โดยตามข้อตกลงเก่า ทุกลำที่ใช้บริการโป๊ะ จะต้องจ่ายค่าถ่ายคนจากโป๊ะขึ้นฝั่ง หัวละ 50 บาท รวมไปกลับ 100 บาท โดย สนง.เจ้าท่าภูมิภาค สาขาสตูล เปิดเผย ตัวเลขผู้โดยสารขาเข้า – ออก ที่ท่าเทียบเรือปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู โดย ปี 2557 จำนวนผู้โดยสาร 970,413 คน // ปี2558 จำนวนผู้โดยสาร 1,045,101 คน //ปี2559 จำนวนผู้โดยสาร 1,174,038 คน //ปี 2560 จำนวนผู้โดยสาร (ม.ค.-เม.ย.) 442,206 คน
ขณะที่ พล.ต.ต.ทัตธงสักก์ ภู่พันธัชสีห์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล ได้แสดงความเห็นในกรณีนี้ หลังผู้ว่าฯเปิดพื้นที่ซักถามส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นว่า พฤติกรรมของชมรมเรือหางเกาะหลีเป๊ะที่ผ่านออกสื่อ หากมีการร้องของเจ้าทุกข์ ถือว่ามีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์และเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น ปัญหาทั้งหมดเกิดจากโป๊ะซึ่งส่วนที่รับผิดชอบจะปฏิเสธไม่ได้ หากโป๊ะไม่ได้มาตรฐานเกิดล่มหรือมีนักท่องเที่ยวได้รับอันตรายตำรวจได้แจ้งเตือนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้แล้วว่าจะเอาผิดทันที นอกจากนี้เห็นว่าโลกที่เปลี่ยนไป ชาวเลก็ต้องปรับตัวรู้จักงานบริการด้านการท่องเที่ยวให้มากกว่านี้ การจะช่วยเหลือชาวเลไม่ใช่สอนให้เขากินปลาเป็น ต้องสอนให้เขารู้จักการใช้เบ็ดตกปลาด้วยถึงจะถูก

รายงานระบุว่า โดยร่วม 4 ชม.ของการประชุมตลอดครึ่งวันบ่าย นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้สรุปปัญหาที่เกิดขึ้น หลังการรับฟังปัญหา ทั้ง 2 ฝ่าย ว่าเกาะหลีเป๊ะนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ หลังมีความขัดแย้งเพราะข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายที่กำหนดขึ้นมาเอง ไม่สามารถรับกันได้ โดยปัญหาการเอาเปรียบกันนั้น ซึ่งตลอดที่ผ่านมาทางจังหวัดไม่ได้รับทราบว่ามีข้อตกลงอะไรกันบ้าง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจึงได้เรียกประชุมทั้งหมดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยให้แนวทางในการแก้ปัญหาคือ ยึดหลักความโปร่งใส ยุติธรรม อาจจะไม่เปะซะทีเดียว มีความเหลื่อมล้ำบ้างก็ให้น้อยที่สุด และภายใน 45 วันนับจากนี้ ต้องมีโป๊ะเพื่อบริการนักท่องเที่ยวให้ได้ เนื่องจากได้อนุมัติจัดงบในการซ่อมแซมโป๊ะแล้วจำนวน 2 ตัวและได้สั่งซื้อโป๊ะใหม่เพิ่มอีก 1 ตัว เป็นเงิน 20 ล้าน และมาจัดระเบียบกันอีกครั้ง โดยให้ชาวเลทั้งหมดต้องไปจดทะเบียนให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ วิสาหกิจ หากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ได้กำชับให้ทางอำเภอเป็นพี่เลี้ยงช่วยดำเนินการให้ รวมทั้งผู้ประกอบการเดินเรือต้องรวมตัวในรูปชมรมเพื่อมาตรฐานราคาเดียวกันไม่เอาเปรียบกัน พร้อมย้ำให้ทุกคนเน้นความปลอดภัย มาเป็นลำดับแรก และรองลงมาคือ สะดวกสบาย
“โดยระหว่าง 45 วันนี้นั้น ให้ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล เป็นประธานในการพูดคุยกับทาง ผู้ประกอบการ และชมรมเรือหางยาวเกาะหลีเป๊ะว่าจะดำเนินการอย่างไร แล้วสรุปส่งเรื่องให้ทางจังหวัดภายใน 7 วัน และในห้วงนี้ เป็นช่วงสุญญากาศ ไม่มีการเก็บเงินนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ แต่หากใครอยากจะจ่ายก็ไม่ได้ห้ามอะไร ส่วนเรื่องมาเฟียนั้นยืนยันว่าเกาะหลีเป๊ะไม่มีปัญหาเรื่องมาเฟีย อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการตรวจสอบความโปร่งใส กรณีเงินที่เก็บไปก่อนหน้านี้ คงต้องรอให้มีการจัดระเบียบก่อน จะพบว่ามีเจ้าหน้าที่ราชการพัวพันด้วยไหมไม่ช้าก็จะทราบผล” นายภัทรพนธ์ กล่าว

