วันที่ 12 เมษายน 2560 นายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งในที่ประชุมระดับจังหวัด ระบุว่าสารบีทีซึ่งใช้กำจัดแมลงดำหนามในสวนมะพร้าว มูลค่า 32.8 ล้านบาท ที่เก็บไว้เป็นจำนวนมากในห้องประชุมอำเภอเมืองฯพื้นที่ใจกลางเมือง และพบสารชนิดเดียวกันมูลค่า 24 .7 ล้านบาท กองไว้ในเมรุร้างใกล้โรงเรียน ที่วัดนาหูกวาง อ.ทับสะแก นานกว่า 5 ปี จนหมดอายุการใช้งาน เป็นวัตถุอันตรายประเภท 2 เป็นขยะพิษไม่ควรเก็บไว้ในเมืองท่องเที่ยวนั้น จะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาข้อกฎหมายเร่งหาวิธีการเคลื่อนย้ายและกำจัดโดยด่วนหลังวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ยอมรับว่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่มีการกำหนดสถานที่เก็บวัตถุอันตรายแต่อย่างใด
“สำหรับปัญหานี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อปีงบประมาณ 2555 มีการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินเพื่อจัดซื้อสารบีที แต่กรมวิชาการเกษตรมีหนังสือแจ้งว่า บริษัทคู่สัญญานำสินค้าที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ไม่ได้แจ้งเพื่อดำเนินการผลิต จึงไม่สามารถนำมาจำหน่ายกับทางราชการได้ ทั้งนี้ จังหวัดจะทำการแจ้งเวียนเนื่องจากบริษัทคู่สัญญาเป็นผู้ทิ้งงาน ตามที่ผู้ว่าการ สตง.แนะนำ และจะแจ้งให้บริษัททำการเคลื่อนย้ายสารบีที ออกจากสถานที่ของทางราชการตามเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการ จังหวัดจะดำเนินการตามข้อกฎหมาย โดยเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายหรือบำบัดจากบริษัทคู่สัญญาต่อไป สำหรับการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนครั้งนี้ ผมได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา ผมถูกตำหนิจากข้าราชการบางราย” นายสมพรกล่าว
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า หลังจากสื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลการเก็บสารบีที และปัญหาการจัดซื้อย้อนหลังในปีงบประมาณ 2553-2554 พบว่ามีใช้เงินทดรองราชการจากการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดซื้อซื้อสารบีที และสารเคมีชนิดอื่นกว่า 200 ล้านบาท เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีหน่วยงานใดให้การรับรองสินค้า หลังจากกรมวิชาการเกษตรทักท้วงการจัดซื้อในปีงบประมาณ 2555 ทำให้ข้าราชการระดับสูงบางรายไม่พอใจ แนะนำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง แจ้งความดำเนินคดีกับสื่อมวลชนอ้างว่าทำให้จังหวัดได้รับความเสียหาย และแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยเนื่องจากให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน โดยไม่ได้อนุญาตตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

