กรมศาสนา ของบ 5.5 ล้าน ทำแอพพ์แพร่ความรู้ ปลูกฝังค่านิยมดี ชี้อยากทันสมัย เข้าถึงวัยรุ่น
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายกษิเดช แดงเดช ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจ “กษิเดช แดงเดช – Kasidej Daengdej” ระบุว่า
กรมการศาสนาของบทำแอพพ์เผยแพร่ความรู้ด้านศาสนา 5.5 ลบ. อีกหนึ่งแอพพ์ที่รอต่อคิวเข้าสุสานแอพพ์ไทย
วันศุกร์ที่ผ่านมา (18.07.68) ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน งบ 69 ในวาระพิจารณางบประมาณของกรมการศาสนา กรมการศาสนาได้เสนอของบประมาณจำนวน 5.5 ล้านบาท เพื่อสร้าง “แอพพลิเคชันส่งเสริมความรู้ด้านศาสนา” โดยให้เหตุผลว่า ต้องการปลูกฝังค่านิยมที่ดี เช่น ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ การมีวินัย และจริยธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ผ่านอุปกรณ์สื่อสารสมัยใหม่อย่างโทรศัพท์มือถือ

ฟังเผิน ๆ แล้ว ดูเป็นวัตถุประสงค์ที่น่าชื่นชม แต่ก็มาพร้อมกับคำถามในหัวของผมว่า แอพพ์นี้ “จำเป็นจริงหรือ?” เพราะในความเป็นจริง กรมการศาสนา มีช่องทางสื่อสารอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น YouTube Channel, เว็บไซต์, เพจ Facebook หรือการร่วมมือกับสถานศึกษาทั่วประเทศในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม เนื้อหาต่าง ๆ ที่จะใส่ลงในแอพพ์ใหม่นั้น แท้จริงก็สามารถเผยแพร่ผ่านช่องทางที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องพัฒนาแอพพ์ใหม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ผมจึงนำเสนอต่อที่ประชุมว่า เราควรตัดงบประมาณส่วนนี้ออก
“เพราะสุดท้ายแอพพ์นี้ก็จะถูกฝังในสุสานแอพพ์ของรัฐ ไปพร้อมกับหลาย ๆ แอพพ์ที่รัฐทำผ่านมา” ในโลกความจริง คนไม่ได้โหลดแอพพ์เพื่อดูเนื้อหาอย่างเดียว โดยเฉพาะเนื้อหาที่สามารถดูได้จากแพลตฟอร์มที่คุ้นเคยอยู่แล้วอย่าง YouTube, TikTok หรือ Facebook

รายละเอียดของงบ 5.5 ล้านบาทที่เสนอมานั้น ประกอบด้วยค่าจ้างทีมพัฒนาแอพพ์กว่า 3.4 ล้านบาท ค่าคอมพิวเตอร์แม่ข่ายกว่า 1.1 ล้านบาท และอีกจำนวนไม่น้อยสำหรับค่าจัดงานเปิดตัวแอพพ์ ค่าโปรโมตออนไลน์ รวมถึงค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ เพจรีวิว และค่าของที่ระลึก ฟังดูคล้ายกับแผนเปิดตัวสินค้าของบริษัทเอกชนมากกว่าการพัฒนาเครื่องมือภาครัฐเพื่อส่งเสริมคุณธรรม
“เพราะอยากทันสมัย เข้าถึงวัยรุ่น จึงต้องทำแอพพ์” นี่คือคำตอบที่หน่วยงานชี้แจงให้ผมฟัง ซึ่งยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าคิดถูกที่เสนอตัด เพราะคำตอบแบบนี้สะท้อนถึงความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง โดยผมจึงตอบกลับไปว่า “แค่ทำแอพพ์ไม่ได้แปลว่าทันสมัย Keys ของมันคือ Content ไม่ใช่ Platform” อย่างไรก็ดี รายการนี้ก็ตัดไม่สำเร็จ ได้แต่สงวนและฝากความหวังไว้กับห้องใหญ่ที่จะพิจารณาต่อ
สิ่งที่น่าคิดคือ โครงการลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่ของกรมการศาสนา แต่แทบทุกหน่วยงานรัฐ เอาแค่เฉพาะปี 69 ระหว่างที่ผมพิจารณางบประมาณ ก็พบว่าในกระทรวงเดียวกันมีโครงการขอทำแอพพ์เกินสิบแอพพ์แล้ว ถึงเวลาหรือยังที่รัฐจะต้องหยุดสร้างแอพพ์เฉพาะทางที่ไม่มีใครใช้งาน และกลับมาทบทวนว่าควรสร้าง “ระบบกลาง” ที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง รวมถึงสำนักงบประมาณเองก็ควรมีเกณฑ์ควบคุมการขอพัฒนาแอพพ์ใหม่ และควรจะต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูล ไม่ใช่ใครอยากทำก็ทำ มีสิบแอพพ์ก็ต้องสมัครสิบรอบ ในหลายกรณี คำขอพัฒนาแอพพ์ยังไม่มีแผนเชื่อมข้อมูลชัดเจนด้วยซ้ำ แต่ก็ผ่านเข้าสู่ระบบงบประมาณ

ควรมีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานย้อนหลังของแอพพ์รัฐทั้งหมดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อจัดอันดับว่าแอพพ์ใดมีประชาชนใช้งานจริง และเกิดประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ควรถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการอนุมัติงบประมาณแอพพ์ใหม่ในอนาคต
ในยุคดิจิทัลที่แอพพลิเคชันบนมือถือกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารและเข้าถึงประชาชน หน่วยงานรัฐหลายแห่งพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อส่งเสริมภารกิจของตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ “สุสานแอพพ์” กลับยิ่งทวีความชัดเจนมากขึ้น
เพราะท้ายที่สุด แอพพ์ที่ดี ไม่ใช่แอปที่ “มีไว้โชว์” แต่ต้องเป็นแอปที่ “มีคนใช้” ไม่อย่างนั้น งบประมาณ 5.5 ล้านบาทนี้… อาจกลายเป็นเพียงค่าใช้จ่ายในการสร้าง “แอพพ์ที่รอคิวลงสุสาน” อีกหนึ่งตัว บนเส้นทางซ้ำซากของนโยบายไอทีภาครัฐไทย


