เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 เมษายน ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ผู้ต้องหาคีฉ้อโกง เจ้าของบริษัทขายตรง เวลท์เอเวอร์ จำกัด โฆษณาจูงใจให้สมัครสมาชิกในราคาไม่ถึง10,000 บาทแล้วจะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบขึ้นเครื่องบินช่าเหมาลำแล้วปล่อยลอยแพ นับพันคน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมขอเข้าพบเพื่อพูดคุยกับ น.ส.พสิษฐ์ ในเรื่องคดี
นายนิติศักดิ์ กล่าวภายหลังพูดคุยกับ น.ส.พสิษฐ์ ว่า เท่าที่ได้พูดคุยมาน.ส.พสิษฐ์ ยืนยันว่าไม่ได้จะเดินทางหนี ส่วนเหตุผลที่เดินทางไป จ.ระนอง เพราะหลังเกิดเหตุรู้สึกตกใจ จึงเดินทางไปตั้งหลัก ก่อนจะมีการติดต่อทนายความ เพื่อจะเดินทางเข้ามอบตัว แต่ติดขัดในเรื่องการเดินทางทำให้เดินทางไปไม่ทัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมตัว
ทนายความของ น.ส.พสิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเคยช่วยทำคดีเกี่ยวกับเช็คให้กับน.ส.พสิษฐ์ ก่อนหน้านี้มาแล้วครั้งหนึ่ง และไม่รู้ว่าน.ส.พสิษฐ์ ประกอบธุรกิจในลักษณะนี้ ซึ่งตนก็เพิ่งทราบจากน.ส.พสิษฐ์หลังได้พูดคุยช่วงที่ติดต่อให้ไปพบที่จ.ระนอง ขณะนั้นยังไม่มีการออกหมายจับ แต่ภายหลังทราบว่าศาลออกหมายจับ น.ส.พสิษฐ์ ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งต่อจากนี้ต้องดูในข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนในเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะเอาผิดในความผิดหมิ่นเบื้องสูงกับน.ส.พสิษฐ์ หรือไม่ ต้องรอดูทางเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ยืนยันว่าขณะนี้มีเพียงน.ส.พสิษฐ์ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ถูกออกหมายจับ ส่วนครอบครัวยังไม่มีการออกหมายจับใดๆทั้งสิ้น
มีรายงานว่า น.ส.พสิษฐ์ ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ก่อนจะฝากขังในวันพรุ่งนี้(14เม.ย.) ก่อนเที่ยงอีกครั้ง
ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เดินทางมายังกองปราบปรามเพื่อติดตามความคืบหน้าคดี โดย เปิดเผยว่า ตนไม่มีความกังวลเรื่องการสอบปากคำเพราะขณะนี้ได้ตัวผู้ต้องหาแล้ว ผู้ต้องหาสามารถพูดแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ แต่ตำรวจก็จะต้องตรวจสอบจากข้อมูลเชิงประจักษ์ คาดว่าภายหลังเทศกาลสงกรานต์จะมีการสอบสวนและได้ข้อมูลที่มีความชัดเจนขึ้น ขณะนี้ได้มีการประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ในเรื่องการยึดทรัพย์แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน แต่จากการตรวจสอบการธุรกรรมกับธนาคารของ น.ส.พสิษฐ์ นั้น เบื้องต้นทราบว่ามีจำนวนเงินอยู่ประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งเงินบางส่วนที่มีการแปลงสภาพไปเป็นอสังหาริมทรัพย์แล้วจะเร่งตรวจสอบเพื่อจะได้นำเงินคืนสู่ผู้เสียหายให้เร็วที่สุด
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า ส่วนในกรณีที่ น.ส.พสิษฐ์ มีการอ้างสถาบันเบื้องสูง ที่อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ตอนนี้หลักฐานเอกสารยังไม่มีความเชื่อมโยงอยู่ระหว่างการเร่งหาอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ของ น.ส.พสิษฐ์ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ อีกทั้งตอนนี้พนักงานสอบสวนได้มีการสืบทราบแล้วว่าเครือข่าย น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุนนั้นมีผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือ ผู้ที่เป็นแม่ข่ายทั้งหมด ประมาณ 30 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเชิญตัวทั้งหมดเข้ามาสอบปากคำ สำหรับการจะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลอาญานั้น ยืนยันตำรวจจะคัดค้านการประกันตัวแน่นอนเพราะผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งหรือทำลายพยานหลักฐานได้

