‘กรมอนามัย’แจงคลินิกเพิ่มความสูงเข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อ เผยหลังอายุ 20 ปีเป็นช่วงความสูงคงที่แล้ว

17.04.17 | 15:27 น.

จากกรณีที่มีคลินิกแห่งหนึ่ง เผยแพร่ข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับโปรแกรมเพิ่มความสูงนั้น เมื่อวันที่ 17 เมษายน นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวเข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อและเป็นข้อมูลเกินความจริง เนื่องจากข้อมูลของกรมอนามัยพบว่า ช่วงเวลาทองของเด็กในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจะแตกต่างกัน โดยเด็กผู้หญิงจะเริ่มในช่วงอายุ 9-10 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 12 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลงจนกระทั่งถึงอายุประมาณ 16-18 ปี ความสูงจะค่อนข้างคงที่ ส่วนเด็กชายจะเริ่มในช่วงอายุ 10-12 ปี ความสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงอายุประมาณ 14 ปี จากนั้นอัตราการเพิ่มของความสูงจะลดลงจนกระทั่งถึงอายุประมาณ 18-20 ปี ความสูงจะค่อนข้างคงที่ และเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเพิ่มความสูงได้หลังช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป

ทั้งนี้ ส่วนที่เทคนิคการออกกำลังกายที่ทางคลินิกบอกว่าจะเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มความสูงได้นั้น ต้องบอกว่าไม่ใช่เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่จะทำให้เพิ่มความสูงได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสูง ได้แก่ การเจริญเติบโตของกระดูก โดยเฉพาะกลุ่มกระดูกยาว (long bone) และการปิดของบริเวณแผ่นการเจริญเติบโต (growth plate) ซึ่งจะอยู่ที่ส่วนปลายของกระดูกยาว ฉะนั้น การที่เด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะกระตุ้นให้มีการหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) และโกรทแฟคเตอร์ (growth factor) รวมทั้งการกระตุ้นโดยตรงต่อกระดูก ทำให้เพิ่มการสร้างกระดูกมากขึ้น อย่างการส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนดื่มนมจืด 2 แก้วทุกวัน ร่วมกับการกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย ครบ 5 หมู่ เลือกประเภทที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ผักกาดเขียว หมั่นออกกำลังกายชนิดที่มีแรงกระแทกของข้อ เช่น กระโดดเชือก กระโดดยาง กระโดดตบ เล่นบาสเกตบอล โดยทำต่อเนื่องไม่น้อยกว่าครั้งละ 10-15 นาที ทุกวัน วันละ 60 นาที หรือทำแบบสะสมเวลา ร่วมกับการนอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง ลดปัจจัยเอื้อที่เป็นอุปสรรคต่อการนอนหลับ เช่น ไม่เล่นเกมก่อนนอน ไม่วางโทรศัพท์ไว้บนที่นอน หรือไม่เปิดทีวีทิ้งไว้ในห้องนอน เพื่อให้นอนหลับสนิท ซึ่งจะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโตที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต การเพิ่มความสูง และควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้เป็นไปอย่างปกติ

“เทคนิคดังกล่าวจึงน่าจะเป็นเพียงการช่วยให้ผู้ที่เข้าโปรแกรมเพิ่มความสูงรู้สึกว่าดูสูงขึ้น เพราะเทคนิคนั้นจะช่วยทำให้รูปร่างดูกระฉับกระเฉง ดูสมบูรณ์แข็งแรง มองเห็นสัดส่วนสรีระของตัวเองได้อย่างกระชับและชัดเจน อย่างบางคนหลังค่อม เทคนิคนั้นก็จะช่วยให้ลดปัญหาหลังค่อมลงไป และเมื่อปัญหาหลังค่อมหมดไป หลังของผู้เข้าโปรแกรมก็จะตรงทำให้อาจรู้สึกได้ว่าตัวเองสูงขึ้น ส่วนจากข้อมูลที่บอกว่าเมื่อเข้าโปรแกรมเพิ่มความสูงในเด็ก 12-13 ปีแล้วจะมีความสูงเพิ่มขึ้นถึงปีละ 10-12 เซนติเมตรนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะจากข้อมูลพบว่าเด็กไทยในช่วงดังกล่าวจะมีโอกาสสูงเพียงปีละ 9-10 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนในช่วง 20-30 ปี จะไม่สามารถเพิ่มความสูงได้แล้ว แต่สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกเพื่อกระตุ้นไม่ให้ความสูงลดลงได้” นพ.วชิระกล่าว

เมื่อถามว่า จะดำเนินการกับคลินิกดังกล่าวอย่างไร นพ.วชิระกล่าวว่า ในเบื้องต้นให้ประชาชนผู้เสียหายจากการที่ถูกหลอกลวงจากคลินิกดังกล่าวหรือในลักษณะเดียวกันเข้าแจ้งยังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ของกระทรวงสาธารณสุข หรือกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนั้นๆ ได้ หรือผ่านสายด่วน 1111 ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนของรัฐบาล เพื่อนำข้อมูลสู่การดำเนินการต่อไป