จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวเครือข่าย “ซินแสโชกุน”หรือ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ กรรมการบริหาร บริษัทเวลท์เอเวอร์ ดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชน และอั้งยี่ ซ่องโจรฯ กรณีหลอกลวงประชาชนว่าสามารถพาทัวร์ประเทศญี่ปุ่นได้ในราคาประมาณ 9,700 บาท สุดท้ายกลับลอยแพเหยื่อนับพันคน ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 เมษายน เจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวเครือข่ายซินแสโชกุน รวม 8 คน ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ดำเนินคดี มี น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ อายุ 35 ปี หญิงคนสนิทของซินแสโชกุน นางมณฑญาณ์ นิรันดร หรือจันทร์ฉาย นาคฤทธิ์ อายุ 55 ปี มารดาซินแสโชกุน นายก้องศรัณย์ แสงประภา อายุ 22 ปี ลูกพี่ลูกน้องของซินแสโชกุน นางประนอม พลานุสนธิ์ อายุ 40 ปี เลขานุการของซินแสโชกุน นางณิชมน แสงประภา อายุ 64 ปี ป้าของซินแสโชกุนและมารดาของนายก้องศรัณย์ นางพารินธรญ์ หงส์หิรัญ ดัคกอร์ อายุ 35 ปี น.ส.สุดารัตน์ อเนกนวล อายุ 25 ปี และนายโกวิท ช่วยสัตว์ อายุ 30 ปี
ล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น. ที่ บก.ป. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ. และคณะพนักงานสอบสวน พร้อมด้วยแพทย์จาก รพ.ตำรวจ เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามกรณีรับมอบตัว 8 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 951-958/2560 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และกระทำการอันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 และ 343 ประกอบมาตรา 83
พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนรับตัวผู้ต้องหาจากฝ่ายทหารมาแล้ว จากการตรวจร่างกายแพทย์ยืนยันว่าไม่มีร่อยรอยถูกทำร้าย และผู้ต้องหายืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ในความดูแลของทหารไม่มีการทำร้ายร่างกาย จะดำเนินการตามขั้นตอนการสอบสวน ทางผู้ต้องหาทั้งหมดจะให้การอย่างไรก็เป็นสิทธิ และมีการจัดทนายความจากสภาทนายความให้ผู้ต้องหา อย่างไรก็ดี ตนไม่ขอซักถามผู้ต้องหาในขณะนี้ว่าจะให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหาหรือไม่ โดยจะปล่อยให้พนักงานสอบสวนดำเนินการหลังจากนี้ ก่อนนำส่งศาลฝากขังตามขั้นตอนต่อไป
ด้านนางมณฑญาณ์กล่าวว่า ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาและไม่ได้เชิญชวนใคร ถ้าไปดูในเฟซบุ๊กส่วนตัวจะเห็นว่าตนอยากจะช่วยเหลือคนที่ฐานะยากไร้ ประสบความเดือดร้อน ถ้าคุณเข้ามาเป็นสมาชิกของบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด แล้ว จะได้รับผลตอบแทนที่ดี เพียงแต่ต้องตั้งใจทำงานและเป็นคนดี ไม่ใช้อำนาจทำให้ใครเดือดร้อน ส่วนกรณีที่มีการชักชวนให้ผู้เสียหายสมัครเป็นสมาชิกบริษัทนั้น ตนไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้ ตนเป็นแค่มารดาของซินแสโชกุนเท่านั้น ขอยืนยันว่าบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด ไม่ได้ขายทัวร์ สำหรับการนำไปเที่ยวนั้นเพียงแค่ต้องการให้โอกาสกับคนที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเลย เพราะยากจน
นางมณฑญาณ์กล่าวต่อว่า กรณีที่มีภาพตนปรากฏอยู่บนเครื่องบินเช่าเหมาลำนั้น เป็นเพราะบุตรสาวอ้างว่าทำธุรกิจรับ-ส่งนักธุรกิจมีเครื่องบินเช่าเหมาลำทั้งหมด 8 ลำ เส้นทางระหว่างมาเก๊า-ฮ่องกง โดยไม่รู้ว่าบุตรสาวเป็นเจ้าของเอง หรือเป็นเพียงแค่หุ้นส่วนเท่านั้น ส่วนคนที่ตนเคยเชิญชวนให้ร่วมเดินทางท่องเที่ยว มีอยู่ 2 คน คือ อุ๊-มิณทร์ลดา เจริญทวีรัตน์ ดาราและพิธีกร อดีตรองมิสทีนไทยแลนด์ 2010 และอีกคนซึ่งจำชื่อไม่ได้ เขาไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายจำนวน 9,730 บาท คนหนึ่งมีเพียง 5,000 บาท อีกคนมีเพียง 1,000 บาท ตนจึงออกเงินให้ก่อน เพราะแค่ต้องการช่วยเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับนักธุรกิจชาวฮ่องกงนั้น ได้ข้อมูลมาจากบุตรสาวว่าจะเป็นผู้ดูแล จองเครื่องบิน และดำเนินการต่างๆ ให้ ตนไม่เคยเจอตัวจริงและไม่เคยได้พูดคุย เคยเห็นแต่ในรูปถ่ายเท่านั้น ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจต่างๆ ไม่ทราบเรื่องและไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ยังเชื่อว่าลูกของตนไม่เคยหลอกลวงใครแน่นอน
ขณะที่ นางประนอม เลขาฯซินแสโชกุน กล่าวว่า ไม่เคยเชิญชวนใครให้ไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มีเพียงให้มาสมัครเป็นสมาชิกของบริษัท อลิเชี่ยน จำกัด เท่านั้น ส่วนโปรโมชั่นต่างๆ ทางซินแสโชกุนเป็นคนกำหนดออกมา ไม่ทราบว่าส่วนต่างของเงินค่าสมัครสมาชิกนั้นไม่เพียงพอต่อการพาสมาชิกไปเที่ยวต่างประเทศได้ ที่ผ่านมาเคยถามซินแสโชกุนว่าได้เงินส่วนต่างมาจากไหน ซินแสโชกุนตอบว่ามีงบจากนายทุนในต่างประเทศเป็นผู้ออกโฆษณาให้ ทุกครั้งที่สมาชิกสอบถามจะบอกรายละเอียดให้ทราบ ส่วนเรื่องรายได้ต่างๆ ไม่สามารถตอบได้ เพราะจะรับรู้ข้อมูลผ่านทางซินแสโชกุนเท่านั้น แต่ตนและสมาชิกของบริษัทไม่เคยได้เจอตัวนายทุนชาวต่างประเทศ จะมีเพียงซินแสโชกุนเพียงคนเดียวที่ได้พบ ส่วนตัวเคยไปท่องเที่ยวที่ฮ่องกงมาครั้งเดียว ครั้งนั้นเป็นเพียงการไปท่องเที่ยวธรรมดา ไม่ได้ชักชวนอวดอ้างต่อสมาชิกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด
ด้าน น.ส.ทัศย์ดาว แฟนสาวของซินแสโชกุน กล่าวว่า บริษัทเวลท์เอเวอร์ ตั้งมาประมาณ 3 เดือน สาเหตุที่ใช้บ้านตนที่ จ.นครสวรรค์ เป็นสถานที่จดว่าตั้งสำนักงานนั้น เพราะซินแสโชกุนบอกว่าให้ใช้สถานที่เป็นบ้านของคนที่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านดังกล่าว ทั้งนี้ยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทขายอาหารเสริม ไม่ใช่ขายทัวร์ ลูกทีมที่สมัครสมาชิกจะโอนเงินค่าสมัครเข้าบัญชีตน และตนเคยได้ค่าคอมมิชชั่นจากการขายอาหารเสริมแล้วประมาณ 2.8 แสนบาท มีคนได้เงินค่าคอมมิชชั่นสูงสุดถึง 2.4 ล้านบาท สามารถระบุชื่อและตัวบุคคลได้เลย อย่างไรก็ตามเคยเดินทางไปเที่ยวกับทริปของบริษัทแล้ว 2 ครั้ง ไปประเทศฮ่องกงและญี่ปุ่น ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วเครื่องบิน ติดต่อประสานงาน รวมถึงการทำบัญชีของบริษัทนั้น ซินแสโชกุนเป็นผู้จัดการเองทั้งหมด คนอื่นจะไม่ทราบเรื่อง
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์แล้ว 360 คน รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกับตำรวจ ทหาร สามารถติดตามยึดทรัพย์สินต่างๆ จากกลุ่มผู้ต้องหาในเบื้องต้น อาทิ รถยนต์ เงินในบัญชีธนาคาร ทองรูปพรรณ คอนโดมิเนียม ฯลฯ รวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท ส่วนการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.บัณฑิต ทิศาภาค รอง ผบก.ปคบ. มอบหมายให้ พ.ต.อ.อิทธิพล พงษ์ธร ผกก.1 บก.ปคบ. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. บก.ปอศ. บก.ปอท. และ สคบ. นำหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ค 71/2560 ลงวันที่ 18 เม.ย.2560 เข้าตรวจค้นบริษัท อลิเชี่ยน จำกัด เลขที่ 219 ชั้น 18 อาคารอโศก ทาวเวอร์ ถนนอโศก แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา จากการตรวจค้นและตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนถูกต้อง พร้อมกันนี้ได้ตรวจยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ผลิตภัณฑ์อาคารเสริม 300 กระปุก รวมทั้งเอกสารการทำธุรกรรมทั้งหมดมาทำการตรวจสอบ อย่างไรก็ตามในการเข้าตรวจสอบบริษัทดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบอย่างละเอียดถึงที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารว่าได้นำเข้า เสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ ในส่วนของตัวอาหารเสริมจะต้องตรวจสอบตัวเม็ดยาว่าได้รับอนุญาตจากทาง อย.หรือไม่ เนื่องจากตัวเม็ดยาของแท้ต้องเป็นสีน้ำตาล แต่ที่ตรวจสอบพบว่าเม็ดยาเป็นสีขาว ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการปลอมแปลงหรือไม่ รวมทั้งทาง สคบ.จะพิจารณาว่าเข้าข่ายธุรกิจขายตรงหรือไม่ ส่วนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้ทาง บก.ปอท.ตรวจสอบหาความเชื่อมโยง
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับทรัพย์สินที่ทางเจ้าหน้าที่ตรวจยึดนั้น พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.มนต์ชัย วงษ์ชาตรี สว.กก.2 บก.ป. พ.ต.ต.ปกรษณ์เกียรติ พงษ์ธนนิกร สว.กก.2 บก.ป. และตำรวจสังกัด กก.2 บก.ป. นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 395-400/2560 ลงวันที่ 12 เมษายน เข้าตรวจค้นห้องพักของซินแสโชกุน ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี จากการตรวจค้นสามารถยึดของกลางในคดี เอกสารการทำธุรกรรมทางการเงิน คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการกระทำความผิด และทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ รถแลนด์โรเวอร์ สีแดง ทะเบียน 6กค 4990 กรุงเทพมหานคร รถนิสสัน ทิลด้า สีขาว ทะเบียน ฎท 6198 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีบรอนซ์เทา กฉ 5444 ลพบุรี รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า คัมรี สีดำ ทะเบียน 4กณ 789 กรุงเทพมหานคร รถตู้แวนฮุนได สตาเร็กซ์ สีดำ ทะเบียน 3กฮ 9797 กรุงเทพมหานคร กล้องถ่ายรูปโซนี่ พร้อมเลนส์ ขนาด 24-70, 70-200 สร้อยข้อมือเพชร มูลค่า 99,000 บาท ห้องพักจำนวน 1 ห้อง มูลค่า 2.3 ล้านบาท กล้องถ่ายรูปแคนนอน รุ่น 5 ดี พร้อมเลนส์ ขนาด 70-200 เครื่องแท็บเล็ต ยี่ห้อแอปเปิล คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อเอเซอร์ นาฬิกาโรเล็กซ์ ชุดสร้อยทอง กำไลข้อมือทองคำ แม็คบุ๊กและไอแม็ค นอกจากนี้ตรวจยึดอายัดบัญชีเงินฝาก 6 บัญชี จำนวน 3,284,150.95 บาท รวมมูลค่าทั้งหมดที่ตรวจยึด 12,254,150.95 บาท






