วันที่ 19 เมษายน หลังจากทางนายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้มอบให้พล.ต.ต. ทัตธงสักก์ ภู่พันธัชสีห์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล นั่งเป็นประธานในการแก้ไข ในส่วนปัญหาเรื่องโป๊ะที่เกาะหลีเป๊ะที่ทำให้เกิดปัญหามากมาย จนกระทั่งเกิดปัญหาการเรียกเก็บเงินต่อหัวละ 50 บาท ไป-กลับ 100 บาทนั้น และได้มีการประชุมไปก่อนวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา โดยทางจังหวัดจัดเป็นวาระเร่งด่วน โดยสรุปภายใน 45 วันต้องเร่งแก้ไขจัดระเบียบใหม่บนเกาะหลีเป๊ะ
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล กล่าวว่า หลังได้รับมอบหมายจากผวจ.สตูล ดูแลในเรื่องการเดินเรือในช่วงระหว่างรอการซ่อมแซมโป๊ะ และจัดหาโป๊ะมาเพิ่มเติมใช้ในหลีเป๊ะเวลา 45 วันนั้น ล่าสุด หลังการพูดคุยกับทางผู้ประกอบการเดินเรือท่องเที่ยว และชมรมเรือหางยาวเกาะหลีเป๊ะ มติเบื้องต้นกันว่า ระหว่างรอโป๊ะมาใช้นั้น จะมีการเก็บเงินค่าบริการนักท่องเที่ยวคนละ 25 บาท ไป-กลับคนละ 50 บาท แต่ให้ทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวเรือลำนั้นเป็นคนเก็บเอง เป็นค่าบริการขนสัมภาระไปรีสอร์ตที่พัก
“นอกจากนี้ ในส่วนปัญหาชมรมเรือหางยาวที่เกาะหลีเป๊ะนั้น ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลมอบให้ทาง พล.ต.เจตน์พัธน์ ศรีวงศ์ รอง ผอ.รมน.จ.สตูล เป็นฝ่ายจัดการจัดระเบียบตรงนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับทางตำรวจโดยตรง ได้มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน โดยทางทหารจะลงดูปัญหาของชาวเลและกลุ่มเรือหางยาว ในการจัดตั้งชมรมอย่างถูกต้อง โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล จะออกหนังสือเป็นคำสั่งกลางเดือนนี้ เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ในการจัดระเบียบบนเกาะหลีเป๊ะให้ดีขึ้น ทั้งการจดทะเบียนเรือหางยาวนำพานักท่องเที่ยวถูกต้อง ชาวเลคนไหนมีหนังสือจากเจ้าหน้าที่ใช้เรือจริงหรือไม่ ชาวเลผ่านการเป็นผู้นำเที่ยวหรือไกด์ตามมาตรฐานหรือไม่ สร้างความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ความปลอดภัยแบบยั่งยืนต่อไป” พล.ต.ต.ทัตธงสักก์ กล่าว
สำหรับที่เกาะหลีเป๊ะ หมู่ 7 ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล (จากข้อมูลที่อำเภอเมืองข้อมูลปี 2560 ประชากรบนเกาะหลีเป๊ะ ชาวเล อูรักลาโว้ย มีประมาณ 1,000 ครัวเรือน และมีเรือหางยาวที่ชาวเลประกอบอาชีพเกือบ 300 ลำ
ทั้งนี้ หลังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูล ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากชมรมเรือหางยาวและตัวแทนเรือ สปีดโบ๊ต เกาะหลีเป๊ะ กรณีความขัดแย้งที่เกิดจากการประกอบการเรือหางยาวเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวคนละ 50 บาท หลังเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นที่สนใจแก่ประชาชนและทุกภาคส่วน เนื่องจากได้มีการปรากฏข่าวสารผ่านสื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลต่อภาพลักษณ์จังหวัดสตูล

