เมื่อเวลา 10.15 น.วันที่ 19 เมษายน ที่ศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในคดีอาญา ชั้น 8 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีเปิดทำการ “ศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในคดีอาญา” พร้อมนายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และคณะเข้าร่วมพิธี

โดยนายสุภัทร์ สุทธิมนัส อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวรายงานต่อประธานศาลฎีกา ว่า กระบวนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในคดีอาญา เป็นกระบวนการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา และอำนวยความสะดวกแก่คู่ความทุกฝ่ายในการเข้าถึงความเป็นธรรม แต่ในการปฏิบัติงานตามแนวคิดยังมีเสียงสะท้อนการทำงานที่ควรปรับปรุง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปในแนวทางเดียวกันตามคู่มือกระบวนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในคดีอาญา ศาลอาญาจึงจัดตั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ โดยนำแนวความคิดที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจำเลย แต่รวมถึงผู้เสียหาย พยาน และผู้มาติดต่อราชการ เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทุกฝ่าย โดยยึดในหลักนิติธรรม

โดยนายวีระพล กล่าวเปิดงานว่า กระบวนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในคดีอาญาโดยการให้ความรู้และการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญากับทุกฝ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์สูงสุด และสอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม การดำเนินการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ ของศาลอาญา นับเป็นการเสริมสร้างพัฒนาองค์ความรู้ กระบวนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในคดีอาญาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถเป็นต้นแบบในการเป็นศูนย์ข้อมูลความรู้แก่ศาลอื่นด้วย หวังว่าการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้มีอรรถคดี และการดำเนินกระบวนการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ตรงตามวัตถุประสงค์อันแท้จริง สอดคล้องหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป
จากนั้น ประธานศาลฎีกาและคณะ ได้เดินไปยังห้องพิจารณาคดี 907 ชั้น 9 เพื่อรับฟังการบรรยายและสาธิตการใช้ระบบบันทึกการสืบพยานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และยังเดินต่อไปยังห้องสมุด ชั้น 6 เพื่อรับฟังการบรรยายแนะนำระบบ E-Finding ซึ่งเป็นระบบการสืบค้นหาข้อมูลคดีผ่านระบบดิจิตอลสำหรับผู้พิพากษาและทนายความ และการบรรยายแนะนำระบบการฟ้องคดีโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เริ่มใช้แล้วสำหรับคดีแพ่ง
โดยหลังจากการเยี่ยมชมแล้ว ประธานศาลฎีกา กล่าวว่า แม้จะประสบพบปัญหาติดขัดบ้าง แต่เป็นการเริ่มต้นที่ดี จะต้องนำไปพูดคุยกัน เปรียบเสมือนการสร้างสะพานโกลเดนเกตที่เริ่มทาสีไปแล้วด้านหนึ่ง แล้วก็ต้องไปเริ่มใหม่ทาเพิ่มอีกด้านหนึ่ง
ภายหลังนายวีระพล ประธานศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับงานครบรอบ 135 ปี ศาลยุติธรรม ว่า วันที่ 21 เมษายน ของทุกปี ถือเป็นวันศาลยุติธรรม ว่า เราอำนวยความยุติธรรมมาตลอด 135 ปี หลักนิติธรรมเราจะใช้อยู่ตลอด ไม่ได้เน้นว่าคดีต้องเสร็จเร็วหรือช้า ถ้าคดีเสร็จเร็วก็เป็นความยุติธรรมอย่างหนึ่ง แต่การเสร็จเร็วโดยที่ความยุติธรรมถูกสงสัยจากสังคมก็ต้องดูว่าตรงตามหลักนิติธรรมหรือไม่
“การเปิดศูนย์คุ้มครองสิทธิฯ ในวันนี้ จะอธิบายให้ฟังว่าสิทธิของผู้เสียหาย จำเลย พยาน เป็นอย่างไร ถ้าพยานมาเบิกความแล้วคุณเบิกความเท็จจะเกิดผลอย่างไร เราจะอธิบายให้เห็นว่าการเบิกความเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี”นายวีระพลกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพิจารณาคดีในยุคประเทศไทย 4.0 อย่างไรบ้าง นายวีระพล กล่าวว่า อย่างที่ได้สาธิตไป ทั้งการฟ้องคดีแบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่เราจะเริ่มจากคดีแพ่งไปก่อน และเมื่อเราเริ่มต้นได้ จะใช้ครอบคลุมทั่วประเทศคิดว่าจะใช้เวลาไม่นานภายใน 1 ปี
เมื่อถามว่าในช่วงหลังมีประเด็นเรื่องการขอรื้อฟื้นคดี และมีการวิพากษ์วิจารณ์ จะกระทบความเชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรมหรือไม่ นายวีระพล กล่าวว่า คดีทั่วประเทศ 1,700,000 เรื่อง ถ้าถามว่ามีโอกาสไหมที่จะผิดพลาด ขอตอบว่ามี แต่การผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่ศาลอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบว่าคุณเริ่มอย่างไร และกระแสของการพูดว่าแพะมันจะเริ่มมีมากขึ้น ถามว่าคำว่าแพะถ้ามี เราก็ดูแลแพะว่าจะดูแลอย่างไรให้เขาไม่เป็นแพะ ฉะนั้นการรื้อฟื้นคดี ตนว่าเป็นเรื่องที่เราจะรื้อฟื้นเฉพาะสิ่งที่เป็นหลักฐานจริงๆ เป็นหลักฐานใหม่ และเท่าที่ผ่านมาที่ทราบว่ายังไม่เคยมีว่าคดีที่รื้อฟื้นแล้วศาลมีคำพิพากษากลับแต่อย่างใด อย่างคดีเชอร์รี่แอนก็ไม่ใช่เรื่องการรื้อฟื้นคดี เป็นเรื่องศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองศาล เพราะเป็นการสร้างหลักฐานเท็จ
“ผมให้ความมั่นใจว่าคดีทุกคดี ศาลยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมที่สุด และไม่ใช่เป็นธรรมเฉพาะจำเลย แต่เป็นธรรมทั้งผู้เสียหายและสังคมด้วย” นายวีระพล กล่าว

