ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 169 ว่าประชาชนจากทั่วประเทศแต่งกายชุดสีดำสุภาพ มาต่อแถวรอกราบถวายสักการะไม่ขาดสาย โดยสำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีให้ประชาชนเข้าตั้งแต่เวลา 04.45 น. จากเปิดปกติเวลา 08.00 น. ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดตลอดทั้งวัน
นางสุภาพัน อินทประเทศ อายุ 55 ปี ชาวอ.เมือง จ.ปทุมธานี มากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรกและมาคนเดียว กล่าวด้วยสีหน้าปลาบปลื้มว่า วันนี้ตนโชคดีมาก เข้าแถวรอไม่นาน อากาศร้อนก็ไม่รู้สึกเหนื่อย ยิ่งระหว่างรอกราบพระบรมศพที่นั่งรอภายในกำแพงแก้ว พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์พอดี ถือว่าได้ร่วมทำบุญไปด้วย ขณะที่เข้าไปเบื้องหน้าพระบรมโกศได้ตั้งจิตอธิษฐานถึงพระองค์ ขอให้บ้านเมืองสงบสุขดังที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ตอนมีพระชนม์ชีพ ที่ทรงดูแลราษฎรเหมือนลูก ทรงเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวที่ไม่อยากให้สมาชิกในบ้านมีปัญหา ฉะนั้นเราคนไทยต้องเป็นลูกที่ดี
“ลูกคนนี้น้อมนำคำสอนเรื่องความพอเพียงมาใช้ ซึ่งถือเป็นคำสอนที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่หากเรามีความพอเพียง แม้ชีวิตจะไม่มีเงินมากก็อยู่ได้ เพราะมีพืชผักปลูกกินเองภายในบ้าน และเมื่อจิตใจไม่มีความโลภก็จะพบกับความสุขจริงๆ คำสอนนี้ต้องลองไปปฏิบัติจะรู้ว่าศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เช่นเดียวกับการนำมือไปลูบตามผืนดิน ขั้นบันได พระธรณีประตูบนพระที่นั่ง ภายในพระบรมมหาราชวัง แล้วนำมาลูบศีรษะ ส่วนตัวเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้ว เพราะเบื้องพระยุคลบาทพระมหากษัตริย์กี่พระองค์ที่ทรงพระดำเนินผ่านมาตรงนี้ และเราคงไม่มีโอกาสบ่อยๆที่จะเข้ามาพระบรมมหาราชวัง” นางสุภาพันกล่าว

ขณะที่นางสาวณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร สมาชิกครอบครัวสมบัติศิริและกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท นายเลิศ กล่าวภายหลังเป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลพระบรมศพว่า ดีใจที่ได้มาร่วมเป็นหนึ่งในคนไทยที่แสดงความจงรักภักดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ขณะที่วันนี้ได้เห็นประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพพระองค์ก็รู้สึกดีใจ ที่ได้เห็นว่ามีคนไทยที่รักพระองค์มากขนาดไหน สำหรับการทำงานในกลุ่มบริษัทปาร์คนายเลิศเองก็สนับสนุนให้พนักงานทุกคนคิดดีทำดีตามเบื้องพระยุคลบาทพระองค์ หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตก็มีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ ให้พนักงานแต่งกายสีดำไว้ทุกข์ และงดจัดกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการถวายความอาลัยแด่พระองค์

ด้านนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) พร้อมภรรยานางอรพิน กล่าวร่วมกันภายหลังเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ว่า เราประทับใจและน้อมนำคำสอนของในหลวงร.9 มาปฏิบัติใช้ ตั้งแต่เรื่องความพอเพียง ความไม่ฟุ้งเฟ้อ รวมถึงการน้อมนำเรื่องเกษตรอินทรีย์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหลายมาทำเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งได้พัฒนาให้เจริญก้าวหน้าจนสามารถแก้โรคในพืชได้สำเร็จ ทั้งนี้ต้องบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำคือสิ่งที่พระองค์ทรงคิดและทำโครงการไว้เมื่อ 20-30 ปีก่อน พระองค์จึงถือเป็นผู้นำทางความคิด เวลาไปดูงานที่โครงการพระราชดำริในพื้นที่ต่างๆ ได้เห็นก็ประทับใจ เห็นแล้วน้ำตาไหล



